Review

รีวิว Vivo X50 Pro 5G สมาร์ทโฟนกล้องเทคโนโลยี Gimbal รุ่นแรกของโลก

Vivo X50 Pro 5G ที่มาพร้อมการถ่ายภาพด้วยเทคโนโลยี Gimbal รุ่นแรก อีกทั้งยังมาพร้อมเทคโนโลยีระดับ Flagship ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ไว้ในเครื่องเล็กๆ บางๆ เครื่องเดียว

Vivo เป็นแบรนด์ที่ถือว่าไม่เคยหยุดพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้ผู้ใช้ได้สัมผัสเป็นเจ้าแรกๆ อย่างเช่นมือถือสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอได้รุ่นแรก มาจนถึง Vivo X50 Pro 5G ที่มาพร้อมการถ่ายภาพด้วยเทคโนโลยี Gimbal รุ่นแรก อีกทั้งยังมาพร้อมเทคโนโลยีระดับ Flagship ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ไว้ในเครื่องเล็กๆ บางๆ เครื่องเดียว มาดูกันว่าทั้งหมดที่รุ่นนี้ทำได้มีอะไรบ้าง

Vivo X50 Pro 5G

Vivo X50 Pro 5G

แกะกล่องลองเล่น Vivo X50 Pro 5G

  • Vivo X50 Pro 5G สี Alpha Grey
  • อแดปเตอร์ Vivo FlashCharge 2.0 กำลังไฟ 33 วัตต์
  • สายชาร์จแบตเตอรี่แบบ USB-C
  • ชุดหูฟังแบบ In-ear แบบ 3.5 มม.
  • อแดปเตอร์แปลงแจ็ค 3.5 มม. เป็น USB-C
  • เคสใสแบบ TPU
  • เข็มจิ้มถาดซิมการ์ด
  • คู่มือการใช้งาน

Vivo X50 Pro 5G

กล่องของรุ่นนี้จะแตกต่างจากกล่อง Vivo ที่เราเคยรีวิวมา ตัวกล่องมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ดีไซน์หรูหรา ซึ่งภายในกล่องก็มีอุปกรณ์ต่างๆ มาให้อย่างครบครัน ไม่ต้องซื้อหาอุปกรณ์เสริมใดๆ เพิ่มเติมเลย ไม่ว่าจะเป็นชุดหูฟัง ตัวแปลง 3.5 มม. เป็นพอร์ต USB-C, เคสใส, ฟิล์มกันรอยที่ติดมาพร้อมจากโรงงาน เรียกได้ว่าแกะกล่องปุ๊บ ใส่ซิมการ์ด ชาร์จแบตเตอรี่ก็นำไปใช้งานได้เลย

Vivo X50 Pro 5G

ดีไซน์ X-Class เรียบหรู มีระดับ

ถือเป็นสมาร์ทโฟนละดับ Flagship ของแบรนด์ที่มีดีไซน์ที่ทาง Vivo เรียกว่า X-Class ออกแบบมาได้อย่างเรียบหรู ดูมีระดับ ดีไซน์ขอบข้างเป็นแบบสมมาตรโค้งรับกับอุ้งมือ ถือจับได้ถนัดพอดีมือ อีกทั้งยังมีความบางเพียง 8.04 มม. และเบาเพียง 181.5 กรัม

Vivo X50 Pro 5G

Vivo X50 Pro 5G

เลนส์กล้องหน้าที่ฝังอยู่บนหน้าจอมีขนาดเล็กเพียง 3.96 มม. เท่านั้น เลนส์กล้องอยู่ที่มุมบนขวา ดูแล้วไม่รบกวนสายตาขณะดูหนัง หรือเล่นเกม จอภาพของรุ่นนี้ใช้หน้าจอแบบ AMOLED ที่ให้สีสันสมจริง ยังมองเห็นได้ชัดเจนเมื่ออยู่กลางแจ้ง มีขนาด 6.56 นิ้ว แสดงผลด้วยอัตรารีเฟรชเรท 90 Hz ความละเอียด HD+ ส่วนบนของหน้าจอมีลำโพงสนทนาที่มีขนาดเล็กมากจนแทบมองไม่เห็น ส่วนล่างของหน้าจอมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ฝังอยู่ใต้หน้าจอ ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่สแกนลายนิ้วมือได้สะดวก

Vivo X50 Pro 5G

ที่ด้านหลังเป็นกระจกแบบด้าน เป็นสี Alpha Grey หรือสีเทา เมื่อกระทบกับแสงก็จะเผยให้เห็นถึงสีเทาไล่ระดับดูสวยงามมาก ผิวสัมผัสให้ความรู้สึกดีมาก ไม่ลื่นหลุดมือได้ง่ายๆ และความที่เป็นวัสดุแบบด้านทำให้ไม่ติดรอยนิ้วมือ กรอบเลนส์รับภาพเป็นแบบไล่ระดับ 2 ชั้น นูนขึ้นมาเล็กน้อย แต่หากใส่เคสที่มีมาให้ในกล่องก็จะช่วยป้องกันเมื่อวางบนพื้นโต๊ะได้

Vivo X50 Pro 5G

ดีไซน์ด้านข้างเป็นแบบโค้ง เมื่อถือเครื่องก็จะโค้งรับกับอุ้งมือพอดี ที่ด้านข้างขวามีปุ่มปรับระดับเสียงสนทนา ถัดลงมาเป็นปุ่มเปิดปิดเครื่อง ส่วนที่ด้านข้างขวาโล่งๆ ไม่มีปุ่มกดใดๆ

Vivo X50 Pro 5G

Vivo X50 Pro 5G

ด้านบนของตัวเครื่องมีตัวอักษรสลัก 5G Professional Photography ตัวเล็กๆ ให้สังเกต และยังมีรูไมโครโฟนสำหรับตัดเสียงรบกวน และบันทึกเสียงขณะบันทึกวิดีโอไปด้วยในตัว ส่วนด้านล่างมีช่องใส่ถาดซิมการ์ด ช่องเสียบสายชาร์จแบตเตอรี่แบบ USB-C, รูไมโครโฟน และลำโพงของตัวเครื่อง 

Vivo X50 Pro 5G

กล้อง Big Eye Camera ที่มาพร้อมเทคโนโลยีกันสั่น Gimbal

หากสังเกตที่เลนส์รับภาพจะเห็นเลนส์หนึ่งที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ ซึ่งทาง Vivo เรียกว่า Big Eye Camera ซึ่งเป็นเลนส์หลักที่มีเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ถึง 48 ล้านพิกเซล โดยด้านหลังมีกล้องทั้งหมด 4 เลนส์ ประกอบไปด้วยเลนส์ระยะต่างๆ ดังนี้

Vivo X50 Pro 5G

  • กล้องหลักเลนส์ Wide 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX 598 รูรับแสงกว้าง f/1.6 พร้อมเทคโนโลยีกันสั่น Gimbal
  • กล้อง Portrait ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.46
  • กล้อง Super Wide มุมกว้าง 120 องศา และ Super Macro ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2
  • กล้อง Periscope Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/3.4 ซูมออฟติคอล 5 เท่าและ Hyper zoom 60 เท่า
  • กล้องหน้า ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.45

Vivo X50 Pro 5G

ในด้านการถ่ายภาพนั้นด้วยเลนส์หลัก หรือที่เรียกว่า Big Eye ก็สามารถเลือกถ่ายได้ที่ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล แต่หากถ่ายในโหมดปกติก็จะปรับลดลงเหลือ 12 ล้านพิกเซลเพื่อไม่ให้ไฟล์ภาพใหญ่เกินไป ความพิเศษของเลนส์นี้อยู่ที่เทคโนโลยี Gimbal ที่ช่วยป้องกันภาพสั่นไหว ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกันกับไม้กันสั่น แต่ถูกย่อให้เล็กจิ๋วจนนำมาใส่ใช้กับกล้องสมาร์ทโฟนได้ สามารถกันสั่นได้ดีกว่าระบบ OIS แบบเก่าถึง 3 เท่าเหมาะกับการนำไปใช้ถ่ายวิดีโอ หรือถ่ายภาพนิ่ง ช่วยลดภาพสั่นไหวจากมือของเราเอง หรือขณะที่ถ่ายแบบเคลื่อนที่

ตัวอย่างคลิปวิดีโอที่ถ่ายด้วยกล้อง Vivo X50 Pro 5G ด้วยเทคโนโลยีกันสั่น Gimbal

สำหรับโหมดการถ่ายภาพก็มีโหมดภาพถ่ายบุคคลที่ถือเป็นจุดเด่นของการถ่ายภาพของรุ่นนี้ ซึ่งทาง Vivo ก็ได้ออกแบบเลนส์ถ่ายภาพบุคคลตามมาตรฐาน DSLR ขนาด 50 มม. f/2.0 ซึ่งใกล้เคียงกับการมองเห็นด้วยตาของคนเรามากที่สุด มีฟิลเตอร์สีแบบต่างๆ ให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแบบธรรมชาติ, วินเทจ, แฟชั่น ฯลฯ มีโหมดใบหน้าสวยที่จะช่วยปรับโทนสีผิว ปรับความขาวของใบหน้า, ปรับรูปหน้า, ปรับตาโต, ปรับจมูก, ปรับกราม และอื่นๆ อีกมากมาย และยังมีโหมดท่าทางที่มีตัวอย่างการโพสท่าถ่ายภาพให้เลือก และที่ขาดไม่ได้คือการถ่ายหน้าชัดหลังละลาย สามารถปรับค่ารูรับแสงได้ต่ำสุด f/0.95 ซึ่งจะทำให้ฉากหลังละลายพร้อมกับทำให้ภาพบุคคลดูโดดเด่นขึ้นมาทันที

Vivo X50 Pro 5G

นอกจากนี้ยังนำภาพที่ถ่ายด้วยโหมดภาพบุคคลมาเลือกจุดโฟกัสภายหลังได้ และยังสามารถนำมาแต่งภาพด้วยระบบ AI เมคอัพ หรือจะใส่เอฟเฟ็คท์แสง ใส่ฟิลเตอร์สีต่างๆ ได้อีกด้วย มีให้เลือกมากถึง 52 แบบเลยทีเดียว

Vivo X50 Pro 5G

Vivo X50 Pro 5G

ฟิลเตอร์สีที่สามารถใช้ได้ทั้งกล้องหน้ากล้องหลัง ปรับโทนสีภาพให้ดูมีสไตล์ที่หลากหลาย ดูแปลกตาไปอีกแบบ ไม่ซ้ำซากจำเจ 

Vivo X50 Pro 5G

การถ่ายภาพด้วยเลนส์ Periscope Telephoto สามารถซูมภาพแบบออฟติคอฟได้ถึง 5 เท่า และสามารถซูมภาพแบบ Hyper Zoom ได้สูงสุดถึง 60 เท่า แต่หากต้องการความคมชัดให้ซูมไปที่ 20-30 เท่า ซึ่งหากซูมมากกว่านี้ ภาพอาจจะสูญเสียรายละเอียดลงไปได้

ตัวอย่างภาพถ่ายจากเลนส์ซูมระยะต่างๆ

เลนส์ Super Wide 120 องศา

ภาพระยะปกติ

ซูมออฟติคอล 2 เท่า

ซูมออฟติคอล 5 เท่าด้วยเลนส์ Telephoto

Hyper Zoom 10 เท่า

Hyper Zoom 30 เท่า

Hyper Zoom 60 เท่า

ถ่ายภาพกลางคืนง่ายๆ ด้วย Super Night Mode และ Night Portrait

Vivo X50 Pro 5G

ด้วยเซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX598 ขนาดใหญ่ พร้อมรูรับแสงที่กว้าง ประกอบกับเทคโนโลยี Gimbal ทำให้การถ่ายภาพในที่มืดทำได้ง่ายขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้อง ภาพที่ได้จึงสว่างใส ไม่จำเป็นต้องมาแต่งภาพเพิ่มความสว่างภายหลัง โดยเฉพาะการถ่ายภาพบุคคลในที่มืดก็จะยิ่งทำให้ใบหน้าดูสว่างใส พร้อมทั้งปรับแสงไฟด้านหลังให้เป็นรูปหัวใจ หรือรูปดวงดาวแบบเก๋ๆ ได้ด้วย

การถ่ายภาพด้วยเลนส์ Super macro ก็ทำได้ชัดเจนมากๆ พร้อมระบบออโต้โฟกัสที่สามารถถ่ายได้ใกล้สุดๆ ถึง 2.5 ซม. ช่วยเปิดมุมมองการถ่ายภาพในระยะที่ตาเราอาจจะไม่สังเกตเห็นถึงรายละเอียดที่เล็กขนาดนั้น

โหมดถ่ายภาพอื่นๆ

นอกจากนี้แล้วยังมีโหมดการถ่ายภาพในแบบอื่นๆ ให้เลือกใช้งานมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

  • 48 MP เหมาะสำหรับใช้ถ่ายภาพความละเอียดสูง โดยกล้องจะถ่ายที่ความละเอียดสูงสุดที่ 48 ล้านพิกเซล 
  • พาโน เหมาะสำหรับใช้ถ่ายภาพในมุมกว้าง สามารถเก็บภาพได้ทีละเฟรมแล้วนำมาต่อกันเป็นภาพมุมกว้างแบบพาโนรามา
  • ไลฟ์โฟโต้ (Live Photo) เป็นการถ่ายภาพนิ่งพร้อมเก็บภาพเคลื่อนไหวสั้นๆ ทำให้ภาพถ่ายดูมีชีวิตชีวาเมื่อเปิดดู
  • สโลโม (Slow-Mo) เป็นการถ่ายวิดีโอแบบช้า สามารถถ่ายได้สูงสุด 240 เฟรมต่อวินาที
  • ไทม์แลปส์ (Time-Lapse) เป็นการถ่ายวิดีโอแบบเร็ว เหมาะกับการตั้งกล้องเพื่อเร่งการเคลื่อนไหวเก็บไว้ในไม่กี่วินาที
  • โปร (Pro) เป็นการถ่ายภาพในแบบมืออาชีพ สามารถเลือกปรับค่าความสว่าง, ค่า ISO, สปีดชัตเตอร์, White Balance ได้
  • สติ๊กเกอร์ AR เป็นการถ่ายภาพ หรือคลิปวิดีโอพร้อมสติ๊กเกอร์ AR ที่จะตรวจจับใบหน้า และสติ๊กเกอร์ก็จะติดอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา แม้จะเคลื่อนที่ก็ตาม
  • Jovi Vision เป็นการถ่ายภาพเพื่อหาข้อมูลของภาพบนอินเตอร์เน็ต
  • ซุปเปอร์มูน (Super Moon) เป็นโหมดการถ่ายพระจันทร์ ซึ่งจะมีระบบ AI ช่วยให้การถ่ายภาพพระจันทร์สวยงาม และง่ายยิ่งขึ้น
  • แก้ไขเอกสาร (Document) เป็นโหมดช่วยถ่ายภาพเอกสาร ซึ่งจะทำให้ตัวอักษรชัดเจนอ่านง่ายขึ้น
  • จับภาพเคลื่อนไหว (Pro Sport Mode) เป็นโหมดช่วยถ่ายภาพที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเช่นภาพรถ หรือคนกำลังวิ่ง ทำให้ถ่ายภาพได้คมชัด ไม่เบลอ
  • ดาวเต็มท้องฟ้า (Astro Mode) ในโหมดนี้แนะนำให้ใช้ขาตั้งกล้อง ซึ่งจะช่วยให้การถ่ายภาพดาว หรือทางช้างเผือกได้ง่ายขึ้น

ภาพถ่ายในโหมด Super Moon

ภาพถ่ายโหมดดาวเต็มท้องฟ้า หรือ Astro Mode

แรงเต็มสปีดกับเทคโนโลยีการเชื่อมต่อเครือข่าย 5G

Vivo X50 Pro 5G มาพร้อมกันรองรับเครือข่าย 5G ในบ้านเรา เมื่อแกะกล่องออกมาแล้วอยู่ในเครือข่าย 5G ก็สามารถใช้งานได้ทันทีไม่ต้องรออัพเกรด สังเกตได้จากหน้าจอเมื่ออยู่ในเครือข่ายก็จะขึ้นสัญลักษณ์ 5G บนแถบแสดงความแรงของสัญญาณ ซึ่งในขณะนี้จะมีเพียง AIS และ True Move H เท่านั้นที่เปิดให้บริการอยู่ จากการทดสอบใช้งานในกรุงเทพสามารถทำความเร็วได้ถึง 700 เมกะบิทเลยทีเดียว อีกทั้งยังมีค่าความหน่วงต่ำ ช่วยให้การเข้าถึงข้อมูล หรือการเล่นเกมทำได้อย่างรวดเร็ว ไม่มีสะดุด นอกจากนี้ยังรองรับการเชื่อมต่อ WiFi ความถี่ 2.4 GHz และ 5 GHz ด้วย

Vivo X50 Pro 5G

เต็มประสิทธิภาพกับหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 765G

ด้วยหน่วยประมวลผลระดับ Flagship อย่าง Qualcomm Snapdragon 765G ที่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นชิพเซ็ตที่แรงที่สุด แต่ด้วยความเร็วระดับนี้ก็รองรับการใช้งานทุกประเภทอยู่แล้ว ตัวเครื่องมาพร้อมหน่วยความจำ RAM ขนาดใหญ่ 8 GB และ ROM 256 GB ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย Funtouch OS 10.5 เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด รองรับการทำงานทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานทั่วไป ดูหนัง ฟังเพลง เล่นแอพฯ สื่อ Social ต่างๆ และยังรองรับการเล่นเกม 3D แบบหนักๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

Vivo X50 Pro 5G

จอแสดงผล 90 Hz พร้อมเทคโนโลยีหน้าจอสัมผัส 180 Hz Response Rate

ด้วยการแสดงผลด้วยอัตรารีเฟรชเรทที่สูงถึง 90 Hz ซึ่งสูงกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไปที่ทำได้เพียง 60 Hz จึงทำให้การแสดงผลภาพ หรือการเลื่อนหน้าจอทำได้อย่างลื่นไหล ไม่มีสะดุด อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีรองรับการสัมผัสหน้าจอสูงถึง 180 Hz จึงทำให้การแตะสั่งงานทำได้อย่างรวดเร็ว ตอบสนองทันใจ เหมาะกับการเล่นเกมที่ต้องการความเร็วในการสั่งงานสูงอย่างเช่นเกม FPS ที่ช้าไม่ได้แม้เพียงเสี้ยววินาที จึงตอบสนองการเล่นเกมได้อย่างรวดเร็วทันใจ

Vivo X50 Pro 5G

มาถึงการทดสอบด้วยแอพฯ Antutu Benchmark ที่เราใช้ทดสอบเป็นประจำสามารถทำคะแนนได้ 328,776 คะแนน ถือว่าทำได้สูงมากเลยทีเดียว และจากการทดสอบเล่นเกม PUBG Mobile ซึ่งเป็นเกมที่ใช้การประมวลผลภาพ 3D ที่หนักมาก แต่ก็ยังสามารถเลือกปรับได้ที่ความละเอียดสูงสุด ให้ภาพลื่นไหล ไม่มีกระตุก ระหว่างเล่นตัวเครื่องอาจจะอุ่นเล็กน้อย แต่ก็ไม่กระทบกับการเล่นเกมนอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Ultra Game Mode และ Multi-Turbo 3.0 ที่ช่วยให้การเล่นเกมสนุกมากยิ่งขึ้น โดยฟีเจอร์เหล่านี้จะช่วยจัดสรรทรัพยากรที่มีในเครื่องมาสำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ และยังช่วยให้การแจ้งเตือน หรือโทรเข้าขัดจังหวะการเล่นเกมอีกด้วย

Vivo X50 Pro 5G

ดูหนังฟังเพลงคุณภาพเสียงระดับ Hi-Res ด้วยชิพเสียง AK4377A

ในด้านคุณภาพเสียง Vivo ก็ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน และในรุ่นนี้ก็มาพร้อมชิพเสียง AK4377A ให้เสียงในระดับ Hi-Fi รองรับไฟล์เสียงแบบ Hi-Res คุณภาพสูง ให้คุณดื่มด่ำไปกับการฟังเพลงได้เต็มตามคุณภาพของเสียง โดยในกล่องก็มีชุดหูฟังแบบ In-ear มาให้ด้วย แต่หากมีชุดหูฟังคู่โปรดในกล่องก็ยังมีอแดปเตอร์แปลงจาก USB-C เป็นแจ็คขนาดมาตรฐาน 3.5 มม. มาให้ด้วย ทำให้การฟังเพลงได้อรรถรสมากกว่าเดิมจากหูฟังคู่โปรดของคุณ นอกจากนี้ยังรองรับการฟังเพลงแบบไร้สายด้วยหูฟังบลูทูธ ซึ่งทาง Vivo ก็มีหูฟังแบบ True Wireless จำหน่ายในราคาเพียง 2,999 บาท รองรับเทคโนโลยี Bluetooth 5.0 จะดูหนัง ฟังเพลง หรือเล่นเกมก็มีความหน่วงต่ำ อีกทั้งยังไม่มีสายมาพันกันให้วุ่นวายด้วย

Vivo X50 Pro 5G

ชุดหูฟัง Vivo TWS Neo วางจำหน่ายแยกในราคา 2,999 บาท

ชาร์จแบตเร็วทันใจด้วย Vivo FlashCharge 2.0 กำลังไฟ 33 วัตต์

ภายในกล่องยังมีอแดปเตอร์ที่ให้กำลังไฟสูงถึง 33 วัตต์ สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้เร็วที่สุดของ Vivo ในขณะนี้ ตามสเป็คสามารถชาร์จแบตเตอรี่ขนาด 4,315 mAh ได้เร็วถึง 57% ในเวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น ซึ่งจากการทดสอบชาร์จจาก 1% ในเวลา 30 นาทีได้ถึง 70% เลยทีเดียว เร็วกว่าตามสเป็คที่แจ้งมาเสียอีก ถือว่าเร็วมากๆ ส่วนการชาร์จถึง 100% ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง 5 นาทีเท่านั้นเอง และด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ทำให้ใช้งานได้อย่างยาวนาน ไม่ต้องกังวลว่าแบตเตอรี่จะหมดระหว่างวัน แต่หากใช้งานหนักๆ เล่นเกมนานๆ ก็สามารถเสียบชาร์จแบตเตอรี่ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องรอนาน

นอกจากนี้ยังมาพร้อมเทคโนโลยี VEG (Vivo Energy Guardian) ช่วยให้การทำงานของระบบ และแอพพลิเคชั่นต่างๆ เป็นไปได้อย่างราบรื่น ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานของเครื่องทั้งหมด ทำให้การใช้งานแอพพลิเคชั่น หรือเกมต่างๆ เป็นไปได้อย่างราบรื่น

บทสรุป Vivo X50 Pro 5G จากความเห็นของ What Phone

สิ่งหนึ่งที่เราประทับใจมากนั่นก็คือขนาดที่กะทัดรัดกำลังพอดี ใส่กระเป๋ากางเกงได้สบายไม่อึดอัด อีกทั้งยังมีความบางที่หาได้ยากจากสมาร์ทโฟนระดับ Flagship และด้วยความเล็กกะทัดรัด แต่การใช้งานก็ไม่รู้สึกว่าตัวเครื่องเล็กจนเกินไป เพราะมีหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ กินพื้นที่ด้านหน้าเกือบทั้งหมด ส่วนกล้องก็ทำให้เราประทับใจได้ไม่แพ้กัน ซึ่งหากเป็นสมาร์ทโฟน Flagship ที่มาพร้อมกล้องเทคโนโลยี Gimbal และเลนส์ Telescope ด้านหลังกล้องจะนูนขึ้นมามากพอสมควร แต่รุ่นนี้ทำออกมาได้บางมากๆ ไม่รู้สึกเกะกะ และยังมาพร้อมเลนส์ Big Eye ที่ทำหน้าที่เก็บแสงและภาพความประทับใจได้อย่างสุดยอด โดยเฉพาะการถ่ายภาพบุคคลที่ต้องถูกใจสาวๆ อย่างแน่นอน สำหรับราคาเปิดตัวอยู่ที่ 24,999 บาท อาจจะดูสูงไปสักนิด แต่หากพิจารณาถึงความคุ้มค่าที่สมาร์ทโฟน Flagship อื่นๆ ทำได้ สเป็คของ Vivo X50 Pro 5G รุ่นนี้ถือว่าคุ้มค่า ไม่ต้องจ่ายแพงจนเกินไป แต่หากซื้อกับ Operator อย่าง AIS หรือ True Move H จะเหลือเพียง 13,989 บาทเท่านั้น โดยรวมแล้วรุ่นนี้คืออีกหนึ่ง Flagship จาก Vivo ที่เราอยากแนะนำให้ลองสัมผัสดูครับ

Vivo X50 Pro 5G

สรุปจุดเด่นของ VIVO X50 PRO

  • หน้าจอ AMOLED FHD+ ขนาด 6.56 นิ้ว อัตรารีเฟรชเรท 90 Hz
  • หน่วยประมวลผล Snapdragon 765 RAM 8 GB, ROM 256 GB
  • รองรับเครือข่าย 4G LTE และ 5G
  • กล้องหน้า 32 ล้านพิกเซล
  • กล้องหลัง 4 ตัว
    • เลนส์หลัก 48 ล้านพิกเซล พร้อมเทคโนโลยี Gimbal ป้องกันภาพสั่นไหว เซ็นเซอร์ Sony IMX598
    • เลนส์ Super-wide 8 ล้านพิกเซล 120 องศา
    • เลนส์ Portrait 13 ล้านพิกเซล ระยะ 50 มม.
    • เลนส์ Tele 8 ล้านพิกเซล ซูมออฟติคอล 5x, Hyper Zoom 60x
  • ชิพประมวลผลเสียง AK4377A Hi-Res Certification
  • แบตเตอรี่ 4,315 mAh ชาร์จเร็ว FlashCharge 2.0 กำลังไฟ 33 วัตต์
  • สี Alpha Grey
  • ราคาเปิดตัว 24,999 บาท
  • ราคาพร้อมเปิดแพ็คเก็จกับ AIS, True Move H เริ่มต้น 13,989 บาท

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้า

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง

ร่วมแสดงความคิดเห็น

ความเห็น

To Top