Review

รีวิว iPhone SE รุ่นที่ 2 ประสิทธิภาพดี ราคาน่าซื้อ อัพเกรด iOS ได้อีกหลายปี

แกะกล่อง พรีวิวกันไปก่อนหน้านี้ และหลังจากที่ได้ทดลองใช้งานมาสักพัก ก็พร้อมแล้วที่จะมารีวิว iPhone SE รุ่นที่ 2 ว่าไอโฟนรุ่นใหม่นี้จะมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง ไปติดตามกันเลยครับ

แกะกล่อง พรีวิวกันไปก่อนหน้านี้ และหลังจากที่ได้ทดลองใช้งานมาสักพัก ก็พร้อมแล้วที่จะมารีวิว iPhone SE รุ่นที่ 2 ว่าไอโฟนรุ่นใหม่นี้จะมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง ไปติดตามกันเลยครับ

ดีไซน์ยอดนิยม

อย่างที่ทราบกันดีว่าไอโฟนรุ่นนี้ได้มีการนำดีไซน์ของ iPhone 8 มาใช้งาน เพราะฉะนั้นขนาดและสัดส่วนต่างๆ จะเหมือนกันเลย สามารถใช้เคสร่วมกันได้ จะต่างกันเพียงโลโก้ Apple ด้านหลังตัวเครื่องที่ขยับมาอยู่ตรงกลาง และยังมีการใช้งานปุ่มต่างๆ ที่เหมือนกัน โดยเฉพาะการปลดล็อคตัวเครื่อง จะเป็นการปลดล็อคผ่าน Touch ID ที่รวมไปถึงความปลอดภัยในการใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ ด้วย รวมไปถึงตำแหน่งต่างๆ ก็ยังคงเดิม ไม่ว่าจะเป็นลำโพงสนทนาและกล้องหน้าความละเอียด 7 ล้านพิกเซล รวมถึงขอบของหน้าจอที่ด้านบนและด้านล่างของหน้าจอแสดงผลด้วย

หน้าจอขนาด 4.7 นิ้ว จอภาพ Retina HD ความละเอียด 1334 x 750 พิกเซล ที่ 326 ppi การแสดงผลแบบ True Tone จอภาพขอบเขตสีกว้าง (P3) ใครที่ใช้ iPhone 5s หรือ iPhone SE รุ่นแรก อยู่ถ้ามีการเปลี่ยนก็จะถือว่ามีขนาดหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น แต่ถ้าใครยังใช้งานหน้าจอ 4.7 นิ้วของไอโฟนรุ่นเก่าก็ถือว่าได้ในขนาดหน้าจอเท่าเดิม และไม่ได้มีขนาดหน้าจอที่ใหญ่ แตกต่างกับสมาร์ทโฟนในยุคปัจจุบันที่ส่วนใหญ่ก็อยู่ที่ประมาณ 6 นิ้วกันหมดแล้ว ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้งานของแต่ละคนว่ารับได้ในขนาดหน้าจอเท่านี้หรือเปล่า ส่วนเรื่องการแสดงผลสีสันต่างๆ ไว้ใจ iPhone ของทาง Apple ได้อยู่แล้วว่าแสดงสีสันได้ค่อนข้างตรง 

การรับชมคอนเทนท์ต่างๆ บนหน้าจอขนาด 4.7 นิ้ว ก็ยังถือว่าโอเค รองรับคอนเทนต์ Dolby Vision และ HDR10 ส่วนระบบเสียงสเตอริโอ ดูหนัง เล่นเกม ยังสะใจอยู่ แต่ถ้าใครที่สายตาไม่ดีอาจจะมีปัญหากับการอ่านซับไตเติ้ลพอสมควร

Haptic Touch iPhone SE 2

และหน้าจอของรุ่นนี้ก็เป็นแบบ Haptic Touch การแตะค้างแบบสั่น แบบเดียวกันกับที่ใช้งานบน iPhone 11, iPhone 11 Pro ซึ่งจะแตกต่างจาก iPhone 8 ที่ใช้ 3D Touch จะทำงานจากน้ำหนักของแรงกด หากใครที่ไม่คุ้นชินการใช้งานของ 3D Touch การใช้ Haptic Touch นั้นจะเข้าใจและใช้งานง่ายกว่า 3D Touch เล็กน้อย

ขอบตัวเครื่องเป็นอะลูมิเนียมซีรีย์ 7000 เกรดเดียวกันกับที่ใช้อุตสาหกรรมอวกาศ มีสีเดียวกันกับกระจกด้านหลังตัวเครื่องที่ผ่านกระบวนการการลงสีถึง 7 ชั้น ทำให้การแสดงผลของสีทำได้อย่างสวยงาม และยังให้สัมผัสที่ดีต่อการหยิบจับใช้งานตัวเครื่อง และด้วยขนาดตัวเครื่องทำให้การใช้งานมือเดียวค่อนข้างสะดวก

ประสิทธิภาพลื่นไหล อัพเกรด iOS ได้อีกหลายปี

มาพร้อมกับชิพ A13 Bionic ซึ่งเป็นชิปประมวลผลรุ่นใหม่ล่าสุดและเร็วที่สุดของไอโฟนที่ใช้ใน iPhone 11 และ iPhone 11 Pro ทำให้การใช้งานนั้นลื่นไหลและเร็วกว่า iPhone 8 ที่ใช้ชิพ A11 Bionic ถึง 2 เท่า ซึ่งจากที่ได้ทดลองใช้งานก็พบว่าสามารถใช้งานได้อย่างไม่มีปัญา ในส่วนของการเล่นเกมก็ทำได้ดี มีการแสดงกราฟิกที่สวยงามและลื่นไหล ส่วนการใช้งานด้าน AR ก็ทำได้เป็นอย่างดี และยังมี Neural Engine ที่เข้ามาช่วยประมวลผลและเรียนรู้การใช้งานของระบบเป็นหลัก ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานได้ดีขึ้นและยังช่วยประหยัดพลังงานอีกด้วย ชิปแรงขึ้นแต่ก็ยังใช้พลังงาน

จากที่ได้ทดลองเล่นเกมอย่าง PUBG Mobile, Sky ที่มีกราฟิกสวยงามและเล่นได้อย่างลื่นไหล รวมถึงการใช้งาน AR ก็ประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว ส่วนแบตเตอรี่ด้วยความที่ตัวเครื่องมีขนาดเล็ก ทำให้ปริมาณแบตเตอรี่ก็น้อยลงไปด้วย การใช้งานเต็มวันก็อาจจะยากไปสักนิด หากมีการใช้งานตัวเครื่องอย่างต่อเนื่อง แต่ก็รองรับชารจ์เร็ว 18W หากใครที่ซื้ออะแดปเตอร์ชาร์จเร็วมาเพิ่มก็จะใช้งานตรงนี้ได้

และอีกข้อดีของอุปกรณ์จาก Apple ก็คือ ได้รับการอัพเกรดระบบปฏิบัติการ iOS อย่างแน่นอน จะได้ใช้ฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่เพิ่มเติมเข้ามาในแต่ละเวอร์ชัน รวมถึงสามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ Apple อื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย

กล้องหลังเดี่ยว ก็เฟี้ยวได้ ความละเอียด 12MP ถ่ายวิดีโอ 4K 60fps

สำหรับไอโฟนรุ่นนี้มาพร้อมกับกล้องหลังเดี่ยวเป็นกล้องไวด์ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล แต่คุณภาพไม่ได้ด้อยเลย ถ่ายภาพนิ่งได้คมชัดและสีสันสมจริง มีระบบ HDR เข้ามาช่วยปรับสีและแสงของภาพให้ดูดีขึ้น สามารถถ่ายรูปภาพโหมดภาพถ่ายบุคคลทำให้ได้รูปภาพที่มีระยะชัดลึกที่สวยงาม และสามารถเลือกรูปแบบการจัดแสงได้ 6 แบบ คุณภาพไฟล์ที่ได้ถือว่าดีเลย แต่ยังแพ้กลางคืนอยู่ และในรุ่นนี้ไม่มี Night Mode มาให้ด้วย ทำให้การถ่ายภาพกลางคืนต้องค่อนข้างทำใจสักนิดนึง

ภาพตัวอย่างจากกล้องหลัง

โหมดภาพถ่ายบุคคล

โหมดภาพถ่ายบุคคล ใช้การจัดแสงแบบสตูดิโอ

โหมดภาพถ่ายบุคคล

ส่วนการถ่ายวิดีโอทำได้ดีมาก รองรับการบันทึกวิดีโอระดับ 4K 60fps พร้อมบันทึกเสียงแบบสเตอริโอ ที่มีกันสั่นดีมากสำหรับระบบกล้องเดี่ยวแบบนี้ ใครที่จะนำมาใช้งานถ่ายวิดีโอ iPhone SE รุ่นที่ 2 นี้ก็ถือว่าทำได้ดีเลย และยังถ่ายวิดีโอแบบสโลว์โมชันรวมถึงไทม์แลปส์ได้ด้วย ภายในแอปพลิเคชัน Photos ของตัวเครื่องยังสามารถตกแต่งวิดีโอได้แบบเล็กๆ น้อยๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการ Trim, ปรับแสงปรับสี, ใส่ฟิลเตอร์ รวมถึงการปรับอัตราส่วนของวิดีโอด้วย นอกจากนี้ยังรองรับการใช้งาน QuickTake เพียงกดปุ่มชัตเตอร์ค้างไว้ก็จะเป็นการบันทึกวิดีโอได้ทันทีไม่ต้องเปลี่ยนโหมด

กล้องหน้า 7 ล้านพิกเซล

สำหรับรุ่นนี้ไม่ได้ใช้กล้องหน้าแบบ TrueDepth เพราะไม่ได้ใช้งานสแกนใบหน้า จึงมีการใช้กล้องหน้าแบบเดิมแทน มีความละเอียด 7 ล้านพิกเซล แต่ที่พิเศษเข้ามาก็คือ สามารถเซลฟี่ด้วยโหมดถ่ายภาพบุคคลที่มีระยะชัดลึกที่สวยงาม และมีการจัดแสงให้เลือกถึง 6 แบบ และบันทึกวิดีโอระดับ HD 1080p ที่ 30 fps พร้อมกับระบบกันสั่น

ภาพตัวอย่างกล้องหน้า

รองรับซิมคู่ การเชื่อมต่อ Wi-Fi 6

สำหรับใครที่ไม่อยากพกหลายเครื่องก็สามารถใช้ 2 ซิมได้ โดยจะสามารถใส่ซิมการ์ดแบบนาโนซิมได้และใช้งาน eSIM ได้อีก 1 เบอร์ การเชื่อมต่อก็รองรับ Bluetooth 5.0, Wi-Fi6 และสามารถใช้ Wi-Fi Calling ได้ 

สรุป

ถึงแม้ภายนอกจะดูไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร แต่ภายในถือว่าเปลี่ยนไปเยอะเลย ทั้งเรื่องชิปประมวลผล, ฮาร์ดแวร์, ระบบปฏิบัติการ ที่เสริมและเติมเต็มการใช้งานมากขึ้น ด้วยราคาที่เปิดมาได้น่าสนใจ ทำให้ไอโฟนรุ่นนี้เป็นตัวเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนไอโฟนรุ่นใหม่แต่ยังไม่อยากจะใช้งบไปถึง iPhone 11, iPhone 11 Pro หากใครที่รับขนาดหน้าจอและปริมาณแบตเตอรี่ที่ไม่ได้เยอะมากได้ รุ่นนี้ก็ถือว่าเป็นไอโฟนอีกรุ่นที่น่าสนใจ

รุ่น และราคาของ IPHONE SE รุ่นที่ 2 ที่วางจำหน่ายในประเทศไทย

  • ความจุ 64GB ราคา 14,900 บาท
  • ความจุ 128GB ราคา 16,900 บาท
  • ความจุ 256GB ราคา 20,900 บาท

และสำหรับใครที่ยังไม่รีบซื้อ แนะนำให้อดใจรอดูโปรโมชันภายในงาน Thailand Mobile EXPO 2020 วันที่ 2-5 กรกฏาคม 2563 นี้ ที่ไบเทค บางนา 

จุดเด่น

  • iOS อัพเดตได้อีกหลายปี
  • ตัวเครื่องเล็ก บาง กะทัดรัด
  • มาพร้อม Touch ID สแกนนิ้วง่าย
  • ระบบเสียงสเตอริโอ
  • กันน้ำ กันฝุ่น IP67
  • ราคาเริ่มต้นไม่แพงมากนัก

จุดสังเกต

  • กล้องถ่ายกลางคืนหรือในที่แสงน้อยยังทำได้ไม่ดีนัก
  • หน้าจอ 4.7 นิ้ว สำหรับบางคนอาจจะเล็กเกินไป
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ไม่เต็มวัน

จบไปแล้วสำหรับรีวิว สำหรับใครที่อยากติดตามรีวิว, บทความ, ทิป เทคนิค การใช้งานต่างๆ และข่าวสารใหม่ ๆ ก็สามารถกดไลค์ เพจ WhatPhone.net หรือเข้ามาพูดคุยกันได้ที่ WhatPhone – Commu ได้เลย

ร่วมแสดงความคิดเห็น

ความเห็น

To Top