Gadget

รีวิว Huawei Watch 3 สมาร์ทวอช HarmonyOS รุ่นแรก พร้อมรองรับ eSIM 4G

Huawei Watch 3 สมาร์ทวอชที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการ HarmonyOS ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทาง Huawei มาดูกันว่าจะแตกต่างจาก OS รุ่นก่อนอย่างไร

Huawei Watch 3 สมาร์ทวอชที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการ HarmonyOS รุ่นแรกของ Huawei ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทาง Huawei หมายมั่นปั้นมือกับระบบปฏิบัติการนี้มาก มาดูกันว่าฟังก์ชั่นความสามารถจะแตกต่างจาก OS รุ่นก่อนอย่างไร

แกะกล่องลองเล่น Huawei Watch 3

  • Huawei Watch 3 สี Black
  • แท่นชาร์จไร้สาย
  • เอกสารการรับประกัน

Huawei Watch 3

ภายในกล่องจะมีเพียงอุปกรณ์แท่นชาร์จมาให้เพียงชิ้นเดียว ไม่มีสายแบบสั้น หรือสายสำรองมาให้แต่อย่างใด สำหรับเอกสารก็มีเพียงเอกสารการรับประกัน และเอกสาร QR Code สำหรับดาวน์โหลดแอพฯ Huawei Health มาให้

มาสำรวจกันที่ตัวนาฬิกากันบ้าง ตัวเรือนที่เราได้มาทดสอบครั้งนี้เป็นสี Black หรือสีดำทั้งหมด ทั้งตัวเรือน และสาย คราวนี้ Huawei ออกแบบมาอย่างเรียบง่าย แต่ดูดีมากๆ หน้าปัดด้านหน้าเป็นแบบวงกลม เป็นแบบขอบโค้ง หน้าจอแสดงผลเป็นแบบสัมผัสขนาด 1.43 นิ้ว เป็นจอภาพแบบ AMOLED ความละเอียด 466 x 466 พิกเซล ให้สีสันสวยงาม รองรับการแสดงผลแบบ Always on Display แต่ก็จะใช้พลังงานจากแบตเตอรี่มากขึ้น ทำให้สแตนด์บายได้น้อยลง

Huawei Watch 3

ขอบด้านข้างตัวเครื่องทำจากสแตนเลนสตีล ให้ความแข็งแรง ทนทาน น้ำหนักเบา และที่ด้านข้างขวาของตัวเรือนมีปุ่มที่สามารถหมุนเลื่อนเมนูได้ ให้ความรู้สึกเหมือนนาฬิกาจริงๆ อีกทั้งยังเลื่อนไปยังเมนูต่างๆ ได้อย่างสะดวก ถัดลงมาเป็นปุ่มลัดเข้าสู่เมนูออกกำลังกาย หรือจะตั้งเป็นปุ่มเมนูลัดต่างๆ ได้อีกด้วย ส่วนตรงกลางยังมีสปีกเกอร์สำหรับส่งเสียงต่างๆ รวมไปถึงการใช้งานโทรศัพท์ด้วย

Huawei Watch 3

ที่ด้านหลังของตัวเครื่องเป็นวัสดุแบบเซรามิคเงางาม มีเซ็นเซอร์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเซ็นเซอร์ตรวจจับชีพจรแบบออฟติอล (ไฟ LED สีเขียว), เซ็นเซอร์ตรวจจับออกซิเจนในเลือด (ไฟ LED สีแดง), เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิบนผิวหนัง เป็นต้น

Huawei Watch 3

สายนาฬิกาใช้วัสดุเป็น Fluoroelastomer สีดำ ให้ผิวสัมผัสนุ่ม ไม่ระคายผิว สามารถถอดเปลี่ยนได้ด้วยการดึงสลักออกจากตัวเรือน 

Huawei Watch 3

การชาร์จแบตเตอรี่ทำได้ด้วยแท่นชาร์จแบบไร้สาย เพียงแค่วางนาฬิกาใกล้ๆ กับแท่นชาร์จก็จะถูกดูดด้วยแม่เหล็ก สามารถเสียบสายชาร์จได้กับอแดปเตอร์ของสมาร์ทโฟน หรือเสียบเข้ากับพอร์ต USB ของคอมพิวเตอร์ก็ได้เช่นกัน

เชื่อมต่อกับแอพฯ Huawei Health

สำหรับการใช้งาน Huawei Watch 3 จำเป็นต้องดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นที่ชื่อว่า Huawei Health ซึ่งเป็นแอพฯ สำหรับเชื่อมต่อกับสมาร์ทวอช และสมาร์ทแบนด์ต่างๆ ของทาง Huawei สามารถสแกน QR Code ได้จากเอกสารที่มีให้ในกล่อง หรือจะดาวน์โหลดได้จาก AppGallery ของทาง Huawei เอง, ดาวน์โหลดจาก Play Store ของทาง Android หรือจาก AppStore ของทาง iOS ก็ได้เช่นกัน เมื่อติดตั้งแอพฯ เรียบร้อยแล้วก็ทำการเชื่อมต่อตามขั้นตอนที่อธิบายบนหน้าจอไม่กี่ขั้นตอนก็พร้อมใช้งาน แต่หากใช้ครั้งแรกอาจจะมีอัพเดท Firmware ของนาฬิกา แต่ก็ใช้เวลาไม่นานก็สามารถใช้งานได้ทันที

การปรับเปลี่ยนหน้าปัด หรือ Watch Faces สามารถทำได้จากแอพฯ หรือจากเมนูในสมาร์ทวอช แต่หากต้องการดาวน์โหลดหน้าปัดใหม่ๆ จะต้องไปเลือกดาวน์โหลดที่แอพฯ Huawei Health ซึ่งตอนนี้มีให้เลือกดาวน์โหลดมากถึงร้อยกว่าแบบ มีทั้งแบบเข็ม แบบตัวเลข และเป็นภาพกราฟฟิคเคลื่อนไหวได้ นอกจากนี้หากใช้สมาร์ทโฟน Huawei ก็สามารถซื้อหน้าปัดนาฬิกาแบบใหม่ๆ เพิ่มเติมได้โดยใช้ Huawei ID ในการชำระเงิน แต่หากใช้ระบบปฏิบัติการอื่นๆ จะใช้ได้เพียงหน้าปัดที่มีมาให้ดาวน์โหลดฟรีเท่านั้น

รองรับการออกกำลังกายมากกว่าร้อยโหมด พร้อมระบบตรวจจับการออกกำลังกายอัตโนมัติ

ในด้านการออกกำลังกาย Watch 3 ก็รองรับการออกกำลังกายในแบบต่างๆ มากกว่าร้อยแบบ ไม่ว่าจะเป็นเดิน, วิ่ง, ปั่นจักรยาน, ว่ายน้ำ, โยคะ, เทควันโด, ต่อยมวย, การเต้น ฯลฯ หรือแม้กระทั่งบันจี้จั๊มก็สามารถตรวจจับการออกกำลังกายได้ อีกทั้งยังมีภาครับสัญญาณ GPS ในตัว ช่วยในการติดตามเส้นทางการออกกำลังกาย นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมการออกกำลังกายแบบสั้นๆ ตั้งแต่ 3 นาทีไปจนถึง 18 นาที เหมาะกับผู้ใช้ที่ไม่มีเวลาออกไปฟิตเนส สามารถออกกำลังกายตามท่าต่างๆ ได้ทุกที่ ทุกเวลา หมดข้ออ้างที่บอกว่าไม่มีเวลาออกกำลังกายไปได้เลย 

Heart rate sensor ที่ตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจ พร้อมทั้งบอก Zone การเต้นของหัวใจบนหน้าจอ ช่วยให้เราไม่หักโหมจนหัวใจเต้นเร็วจนเกินไป ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่สามารถตรวจวัดได้คือค่า VO2Max เป็นค่าตัวเลขที่จะบ่งบอกอัตราการใช้ออกซิเจนในร่างกายเมื่อออกกำลัยกายจนถึงขีดสุด หรืออีกนัยหนึ่งคือตัวเลขที่บอกค่าความฟิตของร่างกายนั่นเอง และสำหรับผู้ใช้ที่ออกกำลังกายแต่ลืมกดนาฬิกา ระบบก็สามารถตรวจสอบการออกกำลังกายได้พร้อมแจ้งเตือนอัตโนมัติ ทำให้เราเก็บสถิติได้อย่างไม่ขาดตอน

ติดตามทุกความเคลื่อนไหว พร้อมวัดระดับออกซิเจนในเลือดตลอด 24 ชม.

นอกจากการติดตามการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การนอน อัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งถือเป็นฟีเจอร์ขึ้นพื้นฐานของสมาร์ทวอชที่สามารถทำได้ ซึ่งระบบจะตรวจจับข้อมูลต่างๆ บนข้อมือของเราตลอด 24 ชั่วโมง สามารถเปิดดูข้อมูลแบบคร่าวๆ ได้จากบนหน้าจอสมาร์ทวอช หรือหากต้องการดูแบบละเอียดก็สามารถเปิดสมาร์ทโฟนดูได้จากแอพฯ Huawei Health ก็ได้เช่นกัน 

แต่ฟีเจอร์ที่ได้เพิ่มเข้ามาเพื่อให้เข้ากับยุค New Normal นั่นก็คือระบบตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือด (SpO2) และระบบตรวจวัดอุณหภูมิบนผิวหนัง เมื่อเปิดหน้าจอดูก็จะทำให้เราทราบได้ทันทีว่าร่างกายของเราเป็นอย่างไร หากปกติ ระดับออกซิเจนในเลือดจะอยู่ที่ 90-100% แต่หากต่ำกว่า 89% เป็นเวลานานอาจจะมีปัญหาเรื่องระบบการหายใจ โดยเฉพาะในยุคนี้หากเชื้อไวรัส Covid-19 ลงปอดก็จะทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำลงได้ หรือหากเรามีไข้ ก็สามารถตรวจสอบได้จากอุณหภูมิบนผิวหนัง ซึ่งหากมากกว่า 37 องศาเป็นเวลานาน อาจจะต้องไปพบแพทย์โดยด่วน

Huawei Watch 3

นอกจากนี้หากต้องการตรวจสอบการนอนหลับของเราก็สามารถใส่ Watch 3 เพื่อตรวจสอบการเคลื่อนไหวขณะนอนหลับได้ สำหรับการใส่นอนในระยะแรกอาจจะไม่ถนัด แต่หากใส่จนชินก็สามารถสวมใส่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถตรวจจับการนอนได้ 3 ระดับคือ REM Sleep, Light Sleep และ Deep Sleep โดยระบบจะให้คะแนนการนอนหลับ ซึ่งจะช่วยให้เราทราบถึงคุณภาพการนอนของเรา หากต้องการคะแนนมากก็จะต้องรีบเข้านอนเพื่อให้ร่างกายได้นอนหลับพักผ่อนได้เต็มที่มากขึ้น

Huawei Watch 3

รองรับ eSIM อิสระในการออกกำลังกายที่แท้จริง

ถือเป็นรุ่นแรกของสมาร์ทวอชจาก Huawei ที่รองรับการใช้งาน eSIM สามารถใส่นาฬิกาแล้วไปออกกำลังกายนอกบ้านได้ทันที ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ได้รับสายสำคัญ เพียงแค่เปิดบริการ eSIM กับผู้ให้บริการที่ใช้อยู่บน Huawei Watch 3 และเมื่อหลุดการเชื่อมต่อบลูทูธจากสมาร์ทโฟน Huawei Watch 3 ก็จะทำการเชื่อมต่อกับเครือข่าย 4G ทันที พร้อมสแตนด์บายรอรับสาย หรือโทรออกได้จากหน้าจอสมาร์ทวอชได้เลย และเมื่อกลับเข้าบ้าน สมาร์ทวอชก็จะกลับเข้าสู่การเชื่อมต่อบลูทูธกับสมาร์ทโฟนเพื่อประหยัดพลังงาน

Huawei Watch 3

Huawei Watch 3

และด้วยความเป็นระบบปฏิบัติการ HarmonyOS ที่มาพร้อม AppGallery ทำให้เราสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นอย่าง Huawei Music สำหรับฟังเพลงจาก GMM หรือแอพฯ Coolism แอพฯ ฟังวิทยุออนไลน์เพื่อฟังเพลงขณะออกกำลังกายได้โดยไม่จำเป็นต้องพกสมาร์ทโฟนอีกต่อไป 

Huawei Watch 3

ใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่อง 5 วัน

จากการทดสอบใช้งานโดยเปิดการทำงานทุกอย่าง ทั้งการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ, วัดระดับออกซิเจนในเลือด, วัดอุหภูมิบนผิวหนัง, ตรวจจับการนอนหลับ ทั้งหมดเปิดตลอด 24 ชม. พบว่าระดับแบตเตอรี่ลดลงวันละประมาณ 20% เมื่อคำนวนแล้วก็สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องถึง 5 วัน และจากการทดสอบเปิดระบบ Always on Display ซึ่งเป็นการเปิดหน้าจอตลอดเวลา สามารถใช้งานได้ 2 วัน ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ ส่วนการชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-100% ก็ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง แต่หากต้องการใช้งานแบบต่อเนื่องก็สามารถถอดชาร์จไว้ก่อนนอน รับรองว่าใช้งานได้ตลอดทั้งวันแน่นอน แต่หากลืมชาร์จแบตที่บ้านก็สามารถนำสมาร์ทโฟนที่รองรับการชาร์จให้อุปกรณ์อื่นๆ ชาร์จนาฬิกาได้

Huawei Watch 3

สรุปการใช้งาน Huawei Watch 3 จากความเห็นของ What Phone

จากการใช้งานมาสักระยะหนึ่งพบว่าเป็นสมาร์ทวอชที่ช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันได้พอสมควร ช่วยบอกข้อมูลการแทร็คความเคลื่อนไหวต่างๆ ในแต่ละวันของเราได้อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแทร็คความเคลื่อนไหว การนอน ระดับออกซิเจนในเลือดตลอด 24 ชม. มีโหมดการออกกำลังกายให้เลือกร้อยกว่าแบบ ส่วนการใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนก็มีระบบการแจ้งเตือนภาษาไทย โทรออก รับสายได้โดยตรงจากหน้าปัดนาฬิกา จึงไม่ต้องหยิบสมาร์ทโฟนมาดูบ่อยๆ ส่วนราคาเปิดตัวอาจจะสูงไปนิดนึง แต่ด้วยการใช้งานที่หลากหลาย รองรับ eSIM และยังเข้ามาทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น สะดวกขึ้น น่าจะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

สรุปสเป็ค

  • ระบบปฏิบัติการ HarmonyOS 2.0
  • ขนาด 46.2 มม. x 46.2 มม. x 12.5 มม. น้ำหนัก 333 กรัม 
  • หน้าจอแบบ AMOLED ขนาด 1.43 นิ้วแบบสัมผัส ความละเอียด 466 x 466 พิกเซล
  • รองรับ eSIM บนเครือข่าย 4G
  • เชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 5.2 BR+BLE, WiFi 2.4 GHz และ NFC
  • เซ็นเซอร์ Acceleration sensor, Gyro sensor, Geomagnetic sensor, Optical heart rate sensor, Ambient light sensor, Barometric pressure sensor
  • ภาครับสัญญาณดาวเทียม GPS ในตัว
  • กันน้ำลึก 50 เมตร (5 ATM)
  • แบตเตอรี่ 450 mAh ใช้งานได้สูงสุด 4-5 วัน
  • รองรับการใช้งานทั้ง Android และ iOS
  • ราคา 12,990 บาท

ร่วมแสดงความคิดเห็น

ความเห็น

To Top