News & Update

ส่องกล้องมองเทรนด์มือถือปี 2013

สวัสดีครับ ผมปีเตอร์กวงควงมือถือ จากรายการ “แบไต๋ไฮเทค เดลี่ไฟว์ไลฟ์” ที่ถ่ายทอดสดออกอากาศ ตรงจาก Beartai Digital Gateway Studio ชั้น 4 Digital Gateway สยามสแควร์ ทุกวันศุกร์, เสาร์, อาทิตย์, จันทร์ และอังคาร ออกอากาศไปยังสถานีทีวีดาวเทียมต่างๆ อีก 5 ช่อง ไม่ว่าจะเป็น Dude TV ในวันศุกร์ Voice TV ในวันเสาร์ Nation Channel ในวันอาทิตย์ Mango TV ในวันจันทร์ และ Gang Cartoon Channel ในวันอังคาร (วันธรรมดา 19:00, วันหยุด 16:00) โดยผมมาประจำการใน What Phone Magazine ทุกเดือน เพื่อไขข้อข้องใจ และเก็บตกข่าวความเคลื่อนไหวในวงการเทเลคอมทั้งในบ้านเราและต่างประเทศ สำหรับฉบับนี้จะมาพูดถึงเรื่อง เทรนด์ และแนวโน้มของวงการโทรศัพท์มือถือในปี 2556 นี้ ว่าเราจะได้เห็นอะไรกันบ้าง

3G ประเทศไทย ทุกโอเปอร์เรเตอร์พร้อมรบ ลุยสร้างเครือข่ายกันเต็มพิกัด

หลังจากทาง กสทช. ได้ทำการประมูลใบอนุญาตความถี่ย่าน 2100 MHz เพื่อนำไปใช้ในการให้บริการระบบ 3G WCDMA เมื่อวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมานั้น ในที่สุดเมื่อวันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมาทาง กสทช.ก็ได้ทำการออกใบอนุญาตให้กับทุกผู้ให้บริการเครือข่ายในไทยเสร็จลุล่วงไปในที่สุด (หลังจากฝ่าด่านปัญหาการฟ้องร้องในความไม่ชอบธรรมในการประมูลไปได้) ไม่ว่าจะเป็น Advance Wireless Network (เครือ AIS), dtac network (เครือ dtac), Real Move (เครือ True Corp.) ต่างพร้อมกันอย่างเต็มที่ที่จะรีบสร้างเครือข่าย 3G ให้เสร็จโดยเร็วพลัน ถึงแม้ในข้อกำหนดของใบอนุญาตที่ทาง กสทช.กำหนดไว้ว่าผู้ให้บริการจะต้องวางเครือข่ายให้ครอบคลุมกว่า 50% ของพื้นที่ที่มีประชากรอยู่ภายใน 2 ปีก็ตาม แต่เชื่อได้ว่าทุกผู้ให้บริการสามารถทำได้เสร็จสิ้นภายในปีเดียวเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทาง AIS ที่ปัจจุบันค่อนข้างจะเสียเปรียบ dtac และ True Move H มากพอสมควร เนื่องจากมีความถี่อยู่ในมือน้อยที่สุด (มีอยู่เพียง 17 MHz เพื่อใช้บริหาร GSM 900 และ 3G 900) และอนึ่งใบอนุญาตเก่าที่ถืออยู่ในมือในนาม Advance Info Service ก็ใกล้จะหมดอายุลงเต็มที่แล้ว ทำให้ AIS ก็เตรียมทำการรีบติดตั้งเครือข่ายและสถานีฐานระบบ 3G ให้เสร็จสิ้นในเฟสแรกโดยเร็วที่สุดที่จะทำได้ ซึ่งคาดว่าทาง AIS น่าจะเปิดให้บริการ 3G 2100 MHz ได้ภายในต้นเดือนเมษายนนี้เลย เพราะจะได้รีบให้บริการในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการเสียที รวมถึงทำการย้ายลูกค้าเก่าในระบบเดิมเข้ามาอยู่ภายใต้ระบบใหม่ เพราะจะทำให้ AIS ประหยัดค่าใช้จ่ายในเรื่องของส่วนแบ่งรายได้ที่เกิดขึ้นภายใต้ระบบสัมปทาน (AIS แบ่งส่วนแบ่งรายได้อยู่ราว 20% ของรายได้ที่ได้รับ) เพราะในระบบใบอนุญาตแบบใหม่นั้นมีเรื่องแบ่งส่วนแบ่งรายได้เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาระบบพื้นฐานของประเทศอยู่ไม่ถึง 8% เท่านั้น

ส่วนทางค่าย dtac นั้นถึงแม้จะไม่ได้มีปัญหาเรื่องใบอนุญาตเก่าใกล้หมดอายุ เพราะในสัญญาสัมปทานนั้นยังมีอายุอีกกว่า 6 ปี แต่ภายใต้เงื่อนไขสัญญาสัมปทานเหมือนที่ AIS เป็นก็คือยังมีการส่งมอบรายได้ให้กับรัฐกว่า 30% ของรายได้ที่ทำได้ ทำให้ทาง dtac เองก็มุ่งหน้าในการสร้างเครือข่ายใหม่ให้แล้วเสร็จ และคาดว่าจะเปิดให้บริการ 3G 2100 MHz ได้ภายในไตรมาสสองนี้ โดยการโอนย้ายลูกค้าเก่าจะระบบปัจจุบันไปสู่ระบบใหม่ ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่ทาง dtac เน้นเช่นกัน เพื่อทำให้เกิดรายได้ที่มากกว่าในระบบสัปทานเดิมที่ต้องแบ่งส่วนแบ่งรายได้ให้กับรัฐในอัตราส่วนที่สูง แต่ dtac จะเหนือกว่าตรงที่มีระบบ 2G-GSM1800 และ 3G-850 MHz รองรับซ้อนอยู่อีกสองชั้นอยู่แล้วในปัจจุบัน ทำให้ dtac ได้เปรียบกว่า เพราะมีทรัพยากรความถี่ของระบบ 2-3 ชั้นเพื่อรองรับผู้ใช้ได้ดีกว่า โดยเฉพาะล่าสุดในปี  2555 ได้ทุ่มเงินลงทุนกว่า 4 หมื่นล้านบาทในการเปลี่ยนระบบใหม่ทั้งเครือข่ายเพื่อให้สามารถรองรับการใช้ที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าผู้ใช้งาน ทำให้การบริหารเครือข่ายของ dtac ดูจะเหนือกว่าคู่แข่งทั้ง AIS, True Move H

ส่วน True Move H เองนั้นอย่างที่เราทราบๆ กัน ได้ทำการให้บริการ 3G ในชื่อ True Move H โดยทำสัญญาในการเป็น Reseller กับทาง CAT (การสื่อสารแห่งประเทศไทย) สืบเนื่องมาจาก CAT นั้นมีสิทธิในการครองครองความถี่ย่าน 850 MHz ที่ทาง Hutchison ประเทศไทยเดิมได้บริหารให้กับทาง CAT ไว้ และจัดสรรรายได้ให้กับทาง CAT ซึ่งทาง True Corp. ได้เข้าซื้อกิจการของ Hutch ทำให้ทาง True Corp. ได้สิทธิในการบริหารความถี่ 850 MHz ที่ CAT ถืออยู่จนเป็นที่มาในการเกิดระบบใหม่ที่ใช้ชื่อว่า True Move H แล้วทาง True ก็ได้ทำการโอนย้ายลูกค้าที่อยู่ในระบบเดิมคือ True Move เข้าสู่ระบบ True Move H เพราะใบอนุญาตที่ถืออยู่ในย่านความถี่ 1800 MHz ที่ให้บริการระบบ GSM อยู่นั้นจะหมดอายุลงในปี 2556 นี้แล้ว โดยในใบอนุญาตความถี่ 3G 2100 MHz นั้นทาง True Move H ก็จะทำการสร้างเครือข่ายเป็นของตนเองเพื่อทำการให้บริการ 3G 2100 MHz ด้วยเช่นกัน แต่ก็จะอยู่ในระบบชื่อเดียวกัน นั่นก็คือ True Move H เพราะไม่มีข้อปัญหากับสัญญาที่ทำร่วมกับทาง CAT ในการเป็น Reseller แต่อย่างใด คาดว่าน่าจะเริ่มให้บริการได้อย่างช้าในไตรมาสที่ 3 เป็นต้นไป เพราะทาง True Move H เองไม่ได้มีปัญหาในการจัดความถี่ 3G เนื่องจากปัจจุบันได้ให้บริการอยู่ แต่การมีความถี่  2100 MHz มาเพิ่มอีก 15 MHz จะช่วยให้ทาง True Move H สามารถบริหารลูกค้าใหม่และเก่าที่อยู่ในมือได้ดีกว่าเดิม นอกจากนี้อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญก็คือในการรับใบอนุญาตความถี่ 2100 MHz จากกสทช.ไปนั้น ได้มีข้อกำหนดในการที่ผู้ให้บริการนั้น จะต้องปรับลดค่าบริการลงจากปัจจุบันที่ทำอยู่อย่างน้อย 15% นั่นเป็นสิ่งที่เชื่อได้ว่าค่าบริการที่จะเห็นในการเปิดเครือข่ายใหม่นั้นจะต้องมีราคาถูกลงอย่างแน่นอน ซึ่งอาจจะมากกว่า 15% ก็เป็นได้ เพราะทุกรายมีการแบ่งรายได้ให้กับรัฐน้อยลงกว่าเดิมมาก ยิ่งการแข่งขันก็ยิ่งทวีคูณมากขึ้นกว่าเดิม ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นก็จะเป็นทางเลือกและเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคอย่างเราๆได้มากขึ้นตามลำดับ

โทรศัพท์มือถือปัจจุบันยังไม่รองรับ 3G อีกมาก…เตรียมจัดใหญ่เปลี่ยนเครื่องในมือลูกค้า

P_FRONT(2)สิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องท้าทายทั้ง 3 ผู้ให้บริการไม่แพ้เรื่องของการเปิดเครือข่าย 3G ให้เร็ว ก็คือ ลูกค้าส่วนใหญ่กว่า 75% ที่ใช้บริการระบบโทรศัพท์มือถือในปัจจุบันนั้น ยังใช้เครื่องที่เป็นระบบ 2G อย่างเดียวอยู่ โดยเฉพาะเครื่องที่เป็น Feature Phone ซึ่งจะเน้นโทรเข้าโทรออกซะมากกว่า หรือพวกเครื่องสมาร์ทโฟนรุ่นเก่าๆ ที่เป็นแค่ 2G ก็มากอยู่ เครื่องมือถือที่รองรับ 3G/2G ในตัวเดียวกันนั้นส่วนมากจะเป็นเครื่องมือถือสมาร์ทโฟนใหม่ๆ ที่ย้อนหลังกลับไปประมาณ 3-4 ปีเท่านั้น ทำให้โจทย์นี้เป็นโจทย์ใหญ่สำหรับผู้ให้บริการในการจะจัดหาจัดสรรเครื่องมือถือ 3G ที่รองรับความถี่ 2100 MHz สำหรับลูกค้าเดิมที่ตนเองมีอยู่ ให้สามารถเปลี่ยนเครื่องในราคาไม่แพงจนเกินไป แล้วหันมาใช้งาน 3G ไม่ว่าจะใช้เพียงแค่โทรเข้าโทรออกก็ตาม แต่ถ้าใช้ดาต้าด้วยอีกจะยิ่งเป็นประโยชน์ในการสร้างรายได้เพิ่มไปอีกทาง ซึ่งเรื่องนี้ True Move H ก็เป็นรายแรกที่ได้เดินหน้าด้วยการทำเครื่องมือถือแบรนด์ตัวเองขึ้นมาในชื่อ “GoLive” ในราคาประหยัดเพียง 990 บาท และยังมีสมาร์ทโฟน Android ราคาประหยัดเพียง 2,990 บาทออกมาอีกด้วย (แต่คุณภาพดีหรือป่าวอันนี้ก็ต้องลองดูกันเอาเอง) เพื่อเป็นทางเลือกกับลูกค้าแถมยังพ่วงแคมเปญค่าโทรต่างๆ เข้าไปอีกชนิดที่เรียกว่าเต็มพิกัดแน่ๆ และเชื่อได้ว่า ผู้ให้บริการอย่าง AIS, dtac ก็คงต้องหาวิธิการในการจัดสรรเครื่องลูกข่ายดีๆ มาให้ลูกค้าของตนเองได้เลือกที่จะเปลี่ยนมาใช้ 3G เช่นกัน เพื่อไม่ให้ลูกค้าหนีหายไปยังระบบอื่นๆ ซึ่งน่าจะเป็นโบนัสสำหรับผู้ใช้ในการที่จะมีทางเลือกสำหรับการเข้าสู่ยุค 3G กับเขาเสียที จัดเต็มกันไปเลยนะครับ

4G LTE ล่ะ จะมาหรือยัง

สิ่งหนึ่งที่ทาง กสทช. ได้กล่าวไว้หลังจากที่ได้ออกใบอนุญาตความถี่ 2100 MHz สำหรับผู้ให้บริการเครือข่าย นั่นก็คือเรื่องการประมูลความถี่สำหรับการให้บริการระบบ 4G LTE เนื่องมาจากว่าความถี่เดิมที่มีการใช้งานอยู่อย่าง 1800 MHz ก็ตามใบอนุญาตเดิมจะหมดลงในปีนี้แล้ว ทำให้ความถี่ในย่าน 1800 MHz ซึ่งเป็นความถี่ที่สามารถให้บริการ 4G LTE ได้ เพราะทาง dtac เองก็ได้กล่าวไว้ว่าถ้าทาง กสทช. พร้อมจะเปิดประมูล 4G LTE ทาง dtac เองก็พร้อมที่จะคืนความถี่ 1800 MHz เพื่อนำมาเข้ากระบวนการประมูลเช่นกัน (dtac ยังมีความถี่ 1800 MHz ในมือเหลืออยู่นอกเหนือจากที่ใช้สำหรับให้บริการ GSM 1800 ในปัจจุบัน) และคาดว่าภายในไตรมาส 4 ปีนี้ ทาง กสทช.น่าจะพิจารณาอย่างจริงจังในการเปิดประมูลความถี่ย่าน 1800 MHz ที่จะมีกว่า 50 MHz เพื่อให้เอกชนได้มาประมูลเพื่อนำมาให้บริการ 4G LTE กันต่อไปในปีหน้า แนวโน้มแล้วน่าจะเป็นไปได้สูงครับ เนื่องจากว่าบรรทัดฐานที่เกิดจากการประมูลความถี่ 2100 MHz ที่ผ่านมาทำให้การเกิดการประมูลความถี่ใหม่เพื่อ 4G LTE ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากแต่อย่างใด

สงคราม OS สมาร์ทโฟน – iOS, Android, WP8, BB10 ศึกนี้ต้องดูกันยาวๆ

iPhone 5

nokia-lumia-920.jpg-use

614522_418423088206333_1083056761_o1

 

สำหรับเครื่องมือถือในปี 2556 ในตลาดประเทศไทย แน่นอนว่าน่าจะเป็นปีของสมาร์ทโฟนอย่างแท้จริง อันเนื่องมาจากตลาดที่เปลี่ยนไปสู่ยุค 3G อย่างแท้จริงของประเทศไทยนั่นเอง โดยเฉพาะการแข่งขันกันของ iPhone (iOS) และ Samsung Galaxy (Android) ที่น่าจะสนุกมายิ่งขึ้น โดยเฉพาะการที่ราคาเครื่องสมาร์ทโฟนจากค่าย Android ที่นับวันจะถูกลงเรื่อยๆ แต่ขณะที่ iPhone 5 ยังจับกลุ่มลูกค้าตลาดบนไว้ได้อย่างเหนียวแน่นและยังไม่ทิ้ง iPhone 4 ความจุ 8 GB ที่ทำราคาต่ำกว่า iPhone 5 กว่าครึ่งเพื่อเลี้ยงตลาดสำหรับคนอยากใช้ iPhone ในระดับที่เอื้อมถึงได้ โดยมี Samsung Galaxy ในกลุ่มบนอย่างตระกูล Galaxy S3 ซึ่งคาดว่าปีนี้จะมี Galaxy S4 ออกมาในไตรมาสสอง และ Galaxy Note 2 ที่กำลังฮิตเหลือเกินเป็นคู่แข่งขันกันอย่างดุเดือด โดยมี HTC, Sony, LG ก็เป็นกลุ่มพันธมิตร Android ที่แข็งแรง และต้องการกลับมาแย่งส่วนแบ่งเค้กชิ้นนี้ในตลาดอย่างแข็งขันเช่นกัน โดยเฉพาะ HTC และ Sony ที่คาดว่าปีนี้จะจัดเต็มไม่ว่าจะเป็นสินค้าใหม่ๆ ที่มีนวัตกรรมสุดยอด งบการตลาดที่จะต้องทุ่มกันสุดๆเพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาดจาก Samsung Galaxy มาให้ได้ไม่มากก็น้อย ขณะที่การกลับมาของ Nokia Lumia Series พร้อมพันธมิตรใหม่อย่าง Microsoft ด้วย Window Phone 8 น่าจะทำให้การแข่งขันสนุกมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะการจัดทัพรบสินค้าใหม่ๆ ของ Nokia Lumia ที่ปีก่อนได้สร้างปรากฎการณ์ด้วย Nokia Lumia 920, Lumia 820 ทำให้ Nokia มีความหวังในการกลับมาสู่การแข่งขันสมาร์ทโฟนได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งปีนี้น่าจะคึกคักมากขึ้นกว่าเก่าไปอีก โดยเฉพาะเปิดศักราชปีใหม่ด้วย Lumia 620 ที่มีราคาต่ำสุดในกลุ่ม Windows Phone 8 ขณะที่พันธมิตรของ Microsoft Windows Phone 8 อย่าง HTC, Samsung, Huawei ก็เตรียมตัวที่จะวิ่งตามกระแสของ Windows Phone 8 อย่างที่ไม่ยอมแพ้เช่นกันเพียงแต่ว่าบริษัทอื่นๆ อาจจะต้องชั่งน้ำหนักในการทุ่มตลาดระหว่าง Android กับ Windows Phone 8 ว่าจะให้สัดส่วนมากน้อยต่างกันขนาดไหน

และอีกยักษ์ใหญ่อย่าง RIM ที่ 30 มกราคมนี้ก็เตรียมกลับมาแข่งขันในสมรภูมินี้ด้วย BB OS10 ในรหัสที่ใช้ชื่อว่า “London” ที่เตรียมการมานานกว่า 2 ปี เพื่อที่จะกลับมาสู่การเป็นสมาร์ทโฟนแนวหน้าอย่างที่เคยเป็นมาก่อนในอดีต โดยเฉพาะในระดับไฮเอนด์ที่หลุดกรอบความสนใจของตลาดไปกว่า 2 ปีแล้ว คาดว่าทาง RIM จะเตรียม BB OS10 ออกมาอีกกว่า 5 รุ่นในปีนี้เพื่อเป้าหมายในการกู้วิกฤตของบริษัทที่เรื้อรังมาอย่างยาวนาน จะได้ฟื้นกลับมาเสียทีในคราวนี้ ศึกการแข่งขันตลาดสมาร์ทโฟนปีนี้ทุกค่ายคงจัดเต็มกันเพื่อทำให้ตัวเองอยู่ในสถานะที่สามารถแข่งขันได้ สู้ได้ในระยะยาว เพราะคาดว่าปีนี้เราอาจจะได้เห็นสมาร์ทโฟน OS ใหม่ๆ ออกมาแข่งขันกันอีก ไม่ว่าจะเป็น Tizen จากค่าย Samsung ที่ร่วมกับทาง Intel โดยมี HTC, Huawei เข้าร่วมด้วย และอาจจะมี Firefox OS เตรียมออกมาสู่กับ Android อีกระบบหนึ่ง ซึ่งถ้าไม่สู้กันให้เต็มที่ปีนี้ก็ไม่ต้องไปคิดถึงปีต่อไปแล้วล่ะครับ

แนวโน้มสมาร์ทโฟนปีหน้าทางเลือกมากขึ้นยิ่งดีขึ้นยิ่งถูกลง

Upcoming-Phones-HTC-J-Butterfly-Wallpaper-1024x576

xperia_j_SC_large_first

ในแนวโน้มปีนี้และปีหน้า ความต้องการสมาร์ทโฟนเมื่อเทียบกับฟีเจอร์โฟนนั้น มากขึ้นในสัดส่วนที่ เข้าใกล้ 50:50 ขึ้นไปเรื่อยๆ พัฒนาการสมาร์ทโฟนที่เราได้เห็นในปีก่อน ปีนี้จะยิ่งมีอะไรใหม่ๆ ให้เราได้ตื่นเต้นยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยการแข่งขันในการพัฒนาการของด้าน Semi-Conductor พัฒนาการด้านจอภาพ พัฒนาการของเซ็นเซอร์กล้องภาพถ่าย และอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้เราได้มีทางเลือกของสินค้ามือถือใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้นไปอีก ขณะที่เงินที่จ่ายอาจจะเท่าเดิม หรือถูกลง แต่ได้ของที่ดีขึ้นในทุกๆ ปี ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอที่ปีนี้จะไปสู่ในระดับความละเอียด Full HD (1920 x 1080p) ซึ่งทำให้จอโทรศัพท์มือถือจะมีความละเอียดเท่ากับจอทีวีที่บ้านกันเลยทีเดียว ภาพที่ได้คมชัดยิ่งกว่ายุคใดๆ ของมือถือที่เคยมีมา แถมยังมีขนาดจอที่ใหญ่ขึ้นอีกด้วย โดยเทรนด์ขนาดจอปีนี้จะมีขนาดใหญ่กว่า 5” กันขึ้นไปในกลุ่มระดับไฮเอนด์ พร้อมเทคโนโลยีจอที่ก้าวหน้ามากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็น Samsung Galaxy Note series, Galaxy S Series, HTC Butterfly หรือแม้กระทั่ง Huawei ที่ออกตัวแล้วว่าจะมี Android Smartphone หน้าจอ 6.1” ออกมาเร็วๆนี้

ขณะที่ในกลุ่มสินค้าระดับกลางที่มีราคาหมื่นกลางจนไปถึงต่ำหมื่นลงไปเราจะได้เห็นหน้าจอที่ใหญ่ๆ ความละเอียดสูงถึงปานกลาง แต่ราคาต่ำก็เป็นอีกเทรนด์ที่จะมีมากยิ่งขึ้น เช่นจอขนาด 5.0” (Samsung Galaxy Grand) ไปถึง 4” (Sony Xperia J) อยู่ในระดับราคา 15,000 บาท ถึง 8,000 บาท หรือจะเป็นระดับต่ำกว่า 7,000 บาท จนถึง 3,000 บาทลงไปก็จะมีทางเลือกมากกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าในกลุ่ม House Brand ที่มีราคาประหยัดแต่จอใหญ่อย่าง i-mobile IQ1 เป็นต้น สำหรับในส่วนประมวลผลก็จะได้เห็นการมาของ CPU รุ่นใหม่ๆ ออกมากันมากมายหลายผู้ผลิต ผู้นำตลาดอย่าง Qualcomm เองก็คงเน้น Snapdragon S4 Pro Quad Core CPU ออกสู่กลุ่มไฮเอนด์มากยิ่งขึ้น เพราะเน้นที่สามารถรองรับการทำงานบนระบบ 4G LTE ได้เหนือคู่แข่ง และมีพลังการประมวลผลที่ดีที่สุดในตลาดขณะนี้ หรือจะเป็น Samsung Exynos ที่จะมาในระดับ 4+4 core เพื่อให้เกิดการใช้งานพลังงานอย่างประหยัด แต่ยังทรงพลัง และ Nvidia ที่พยายามจะกลับมาสู่การแข่งขันด้วย Tegra 4 CPU ที่เน้นความทรงพลังแต่ประหยัดพลังงานเช่นกัน

ในขณะที่กลุ่ม Dual Core CPU ก็มีการแข่งขันกันสูงมากยิ่งขึ้นเมื่อ MediaTek ลงมาสู่ตลาดในระดับกลางถึงล่างมากยิ่งขึ้นทำให้เราน่าจะได้เห็น Android Smartphone ในระดับราคาต่ำกว่า 5,000 บาทที่เป็น Dual Core CPU กันเร็วๆ นี้แน่นอน ในด้านความสามารถอื่นๆ อย่างกล้องถ่ายรูป ก็เป็นอีกตัวที่เป็นปัจจัยในการพิจารณาการเลือกสินค้าของผู้บริโภค เทรนด์ของกล้องมือถือสมาร์ทโฟนไฮเอนด์ปีนี้ก็คงอยู่ที่ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล สำหรับกล้องหลังและกล้องหน้าก็มีแนวโน้มที่จะใหญ่ขึ้นตามถึงในระดับ 5 ล้านพิกเซลเพื่อเอาใจคนที่ชอบถ่ายรูปตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาใครก็เป็นสิ่งเห็นกันอยู่ประจำ ส่วนอื่นๆ ก็คงต้องดูว่ายุค 3G ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยในปีนี้ จะมีข้อเสนอดีๆ กับโทรศัพท์สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ จากผู้ให้บริการเครือข่ายอย่างไรกันบ้าง เพื่อที่จะช่วยให้ผู้ใช้ได้เปลี่ยนเครื่อง 2G ของตัวเองสู่ 3G ได้เร็วยิ่งขึ้น

สุดท้ายก็อยากแนะนำเหมือนเช่นเคยๆ ที่ผ่าน เลือกเครื่องมือถือสักเครื่อง ก็เอาให้เหมาะกับสภาวะทางเศรษฐกิจของกระเป๋าสตางค์ของตัวเอง จะได้ไม่ต้องไปเป็นภาระมากนัก อย่าไปโหนกระแสจนเกินไปนะครับท่านผู้อ่านทุกท่าน J ขอให้ใช้มือถืออย่างมีสุขนะครับ

สำหรับแฟนๆท่านใดที่มีคำถาม สามารถติดตามมาได้ที่ twitter ของผม @peter2514 นะครับ ส่วน facebook ตามมาได้ที่ www.facebook.com/Peerapol หรือจะอีเมลล์มาที่ peter.guang@yahoo.com ก็ได้นะครับ แล้วเจอกันใหม่ฉบับหน้านะครับ

 

ร่วมแสดงความคิดเห็น

ความเห็น

Click to comment

You must be logged in to post a comment Login

Leave a Reply

To Top