News & Update

Apple เปิดตัว iPhone 13 สี่รุ่นรวด ราคาเริ่มต้นเท่าเดิม

Apple เปิดตัว iPhone 13 มือถือใหม่ประจำปีนี้ โดยยังคงแบ่งออกเป็นรุ่นย่อยทั้งหมดสี่รุ่น ได้แก่ iPhone 13 Mini, iPhone 13, iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max

iPhone ทั้งหมดใช้ชิป Apple A15 ชิปประมวลผลตัวล่าสุดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม โดยยังคงใช้กระบวนการผลิต 5 นาโนเมตรอยู่ (Apple ไม่เปิดเผยสเปคภายใน ระบุแค่เป็น 4+2 Core) และโฆษณาว่าแรงที่สุดในวงการมือถือ ชนะชิปประมวลผลค่ายอื่นอย่างน้อย 50% และมี Neural Engine 16 คอร์ เหมาะแก่การทำงานประมวลผล AI

iPhone 13 Mini / iPhone 13

ทั้งสองรุ่นนั้นแทบจะไม่มีความแตกต่างนอกจากขนาดหน้าจอ โดยรอบนี้มีตัวเลือกสีทั้งหมดห้าสี ได้แก่ Pink, Blue, Midnight, Starlight และ Product (RED) และกล้องหน้าที่เป็น Face ID ถูกบีบให้เล็กลง 20% จึงมีพื้นที่หน้าจอมากขึ้นกว่าเดิม วัสดุที่ใช้ยังเน้นการรีไซเคิล ไม่ว่าจะเป็นอลูมิเนียมที่ใช้ทำเฟรมบอดี้ หรือแถบพลาสติกที่เป็นเสาสัญญาณก็ตามที

ทาง Apple บอกว่าปีนี้ทำการออกแบบข้างในใหม่หมด ทำให้มีพื้นที่เก็บแบตเตอรีเยอะขึ้นกว่าเดิม และเทคโนโลยีใหม่ๆ

Apple iPhone 13 : 13 Mini (6)

หน้าจอของทั้งสองรุ่นปีนี้เปลี่ยนมาเป็น Super Retina XDR Display ที่โฆษณาว่าสีตรง ภาพสวยคมชัด ทำให้สว่างกว่ารุ่นก่อนหน้า 28% ด้วยกัน และสามารถแสดงผล Dolby Vision, HDR10, HLG ได้

กล้องหลังถูกเปลี่ยนใหม่ รอบนี้กล้องหลักมีความละเอียด 12 Megapixel และเซนเซอร์ขนาด 1.7 ไมครอน ทำให้แสงเข้าไปยังเซนเซอร์มากขึ้น 47% ภาพที่ถ่ายในสภาพแสงน้อยจึงออกมาดีขึ้นกว่าเดิมมาก นอกจากนี้มันยังทำระบบกันสั่นที่อยู่ใน iPhone 12 Pro Max มาด้วย

สำหรับเลนส์ UltraWide แม้จะมีความละเอียด 12 Megapixel เท่ากัน มีการปรับให้ถ่ายภาพในที่มืดให้ดีขึ้นเช่นกันครับ

ฟีเจอร์ที่ Apple นำมาโฆษณาคือการถ่ายวิดิโอแบบนักถ่ายหนัง รอบนี้เพิ่ม Rack Focus ที่ทำให้ระบบปรับระยะโฟกัสเมื่อแบบมีการหันหน้าหนี (เหมือนตอนที่ผู้กำกับต้องการย้ายการโฟกัสตัวละครจากตัวหนึ่งไปอีกตัวหนึ่ง) โดยฟีเจอร์นี้เป็นผลงานของปัญญาประดิษฐ์ที่อยู่ในชิปประมวลผล Apple A15 นั่นเองครับ

สุดท้ายก็คือฟีเจอร์เรื่อง 5G ทาง Apple​โฆษณาว่ามีการเปลี่ยนเสาสัญญาณทำให้รองรับความถี่มากขึ้นกว่าเดิมอีก สามารถใช้งานได้ใน 60 ประเทศทั่วโลก รวมๆ แล้วมีราวๆ 200 เครือข่ายโทรศัพท์ที่สามารถใช้งานได้

สำหรับ iPhone 13 Mini ทาง Apple โฆษณาว่าแบตเตอรีจะอึดขึ้นกว่าเดิมราวๆ 1.5 ชั่วโมง เมื่อเทียบกับ iPhone 12 ส่วน iPhone 13 แบตเตอรีจะอึดขึ้นกว่าเดิมราวๆ 2.5 ชั่วโมง เพราะว่า Apple A15 กินไฟน้อยลงกว่าเดิมมาก

สำหรับอุปกรณ์เสริม รอบนี้ iPhone 13, iPhone 13 Mini จะมีเคสหนัง เคสซิลิโคน และเคสใส รวมไปถึงเคสกระเป๋าเงินที่รองรับ MagSafe ด้วยครับ

ราคาของ iPhone 13 Mini รุ่น 128GB จะเริ่มต้นที่ $699 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วน iPhone 13 จะเริ่มต้นที่ $799 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งสองรุ่นจะมีความจุสามตัวเลือก ได้แก่ 128GB / 256GB และ 512GB ครับ

Apple iPhone 13 Pro 13 Pro Max header

iPhone 13 Pro / iPhone 13 Pro Max

Apple โฆษณาว่าบอดี้ของ iPhone 13 Pro ออกแบบใหม่ ทนทานกว่าเดิม และมีตัวเลือกให้เลือกสี่สี (Deep Graphite, Gorgeous Gold, Beautiful Silver, Sierra Blue)

ติ่งหน้าจอของ iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max ก็เล็กลง 20% เช่นเดียวกับ iPhone 13 ภาพรวมมีพื้นที่แสดงผลมากขึ้นกว่าเดิม

ตัวเครื่องผ่านมาตรฐาน IP68 กันน้ำและฝุ่นได้ดี และ Apple ยังโฆษณาเหมือนรุ่นก่อนหน้าว่ารอบนี้ถูกออกแบบข้างในใหม่ ทำให้แบตเตอรีใหญ่ขึ้นกว่าเดิม กล้องที่ดีขึ้น และหน้าจอที่แตกต่างไปจากเดิม โดยรอบนี้ Super Retina XDR มี Display Engine ทำหน้าที่ประมวลผลภาพ เนื่องจากหน้าจอเปลี่ยนไปใช้ LTPO ที่สามารถแสดงผลได้หลายรีเฟรชเรท เช่นยามที่ภาพนิ่งๆ ก็ลดรีเฟรชทเรทลงเหลือ 10Hz และตอนที่มีการเคลื่อนไหวก็ขยับไปเป็น 120Hz ทำให้ภาพออกมาไหลลื่นมาก

Apple โฆษณากล้องหลังหนักมากว่ารอบนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ประสิทธิภาพกล้องหลังดีขึ้นกว่าเดิม หลักๆ คือกล้องหลัก (Tele) มีระยะโฟกัส 77 มิลลิเมตร สามารถทำการซูมแบบ Optical Zoom ได้ 3 เท่าส่วนเลนส์ UltraWide จะสามารถถ่ายมาโครได้ที่ระยะ 2 เซนติเมตร, Wide ถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยทำได้ดีขึ้น และกล้องทั้งหมดสามารถใช้งาน Nightmode ได้แล้ว และโหมดใหม่ชื่อ Photographic Style ทำให้เรากำหนดรูปแบบภาพจากลักษณะภาพภาพที่เราชอบได้ เมื่อเราถ่ายรูปแล้วปัญญาประดิษฐ์จะแต่งสี แต่ความคมชัดออกมาให้เหมือนช่างภาพมาปรับให้

นอกจากถ่ายภาพนิ่งแล้ว การถ่ายวิดิโอปีนี้ก็มีอัพเดทเช่นกัน โดยปีทีแล้ว Apple เพิ่มการถ่ายวิดิโอแบบ Dolby Vision เข้ามา ปีนี้ขยับไปอีกขั้นด้วยการถ่ายวิดิโอด้วยโหมด ProRes Video ซึ่งจะได้ไฟล์ที่เป็นฟอร์แมทที่นำไปตัดต่อใน Final Cut Pro ได้ง่าย คุณภาพสูง และยังเป็นฟอร์แมทที่นำไปใช้ออกทีวีอีกด้วย

ถ้าหากผู้ใช้งานทำการถ่ายไฟล์ประเภท ProRes Video จะสามารถถ่ายได้สูงสุดที่ 4K ด้วยความเร็ว 30FPS

เรื่องสุดท้ายคือแบตเตอรี Apple โฆษณาว่าตัวเครื่อง iPhone 13 Pro จะแบตเตอรีอีดขึ้นราวๆ 1.5 ชั่วโมง ส่วน iPhone 13 Pro Max จะแบตเตอรีอึดขึ้นราวๆ 2.5 ชั่วโมง

Apple ปรับความจุรุ่นล่างสุดปีนี้เป็น 128GB (มีรุ่นใหม่ที่ความจุ 1TB ด้วย) แต่ยังคงราคาเดิมเอาไว้ iPhone 13 Pro จะขายเริ่มต้นในสหรัฐที่ $999 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนรุ่น iPhone 13 Pro Max จะขายที่ $1,099 ดอลลาร์สหรัฐ เปิดให้จองในสหรัฐ 17 กันยายน และเริ่มส่งมอบ 24 กันยายนนี้

ที่มา – YouTube

ร่วมแสดงความคิดเห็น

ความเห็น

To Top