News & Update

Apple เปิดตัว MacBook Pro ใหม่สองรุ่น นำสิ่งดีๆ ที่หายไปกลับมาครบถ้วน

Apple ปรับโฉม MacBook Pro ครั้งที่แล้วเมื่อ 5 ปีก่อนด้วยการเพิ่ม Touch Bar เข้ามา ถอดพอร์ตต่างๆ ออกไปหมด และเปลี่ยนคีย์บอร์ดไปใช้แบบ Butterfly ที่ก่อให้เกิดปัญหานับไม่ถ้วน

2021 MacBook Pro feature

หลังจากหลงทางอยู่ในการออกแบบที่ใช้งานยาก (จนถูกแซวมาหลายปีว่าต้องเสียบปลั๊กพ่วงพอร์ตเพื่อเสียบชาร์จไฟ ต่อจอ และอุปกรณ์เสริม เนื่องจากพอร์ต USB Type C พอร์ตเดียวไม่เพียงพอ) วันนี้ Apple คืน MacBook Pro ที่โปรจริงๆ สมความคาดหวังของผู้ใช้งานกลับมาแล้ว

MacBook Pro ที่เปิดตัววันนี้มีสองขนาดหน้าจอด้วยกัน ได้แก่ 14.2 นิ้ว (3,024 x 1,964 พิกเซล) และ 16.2 นิ้ว (3,456 x 2,234 พิกเซล) ทั้งคู่ใช้หน้าจอสุดล้ำอย่าง MiniLED รองรับ ProMotion สามารถทำรีเฟรชเรท 120Hz ได้ ข่าวร้ายสำหรับสาวกแอปเปิลคือติ่งหน้าจอยังไม่ตายจากไปไหน แถมกลับมาปรากฏตัวบนเครื่อง MacBook Pro รอบนี้อีกต่างหาก โดย Appleออกแบบให้กลืนไปกับ Menu bar ด้านบน และให้คำแนะนำว่าเปลี่ยนไปใช้ Night Mode ก็จะกลืนกันไปจนมองไม่เห็นแล้ว

ตัวกล้องตรงติ่งหน้าจอถูกอัพเกรดให้กลายเป็น Full HD สเปคนั้นโฆษณาว่ามีรูรับแสง f/2.0 เลนส์สี่ชั้น สำหรับรุ่น 16 นิ้วเครื่องจะมีลำโพงหกตัว และทวีตเตอร์ที่ใหญ่กว่าเดิมสองเท่า ส่วนคีย์บอร์ดนั้นกลับมาใช้ Scissor Switch ที่ไม่เคยเกิดปัญหาคีย์บอร์ดพัง เรียกได้ว่าปัญหาที่ทำให้คนหลีกเลี่ยง MacBook Pro ในรอบห้าปีถูกถอดออกไปจนหมดสิ้น

Apple M1 Family CPU Performance

ชิปประมวลผลนั้นมีตัวเลือกสองอย่างด้วยกัน ได้แก่ M1 Pro และ M1 Max (ข่าวเปิดตัวชิปประมวลผล) โดยทั้งคู่มีประสิทธิภาพที่เพิ่มมากกว่า Apple M1 ที่เปิดตัวปีที่แล้วอย่างก้าวกระโดด ซีพียูจะแรงกว่า M1 ราวๆ 1.7 เท่า ส่วนจีพียูนั้น M1 Pro จะแรงกว่า 2 เท่า และ M1 Max จะแรงกว่า 4 เท่า ข่าวร้ายคือ M1 Max จะวางจำหน่ายร่วมกับ RAM 32GB และ SSD 1TB เท่านั้น ทำให้ราคาพุ่งกระฉูดสูงอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

MacBook Pro รุ่นใหม่นี้จะยังคงมีพอร์ต USB-C อยู่ แต่เพิ่มเป็น 3 พอร์ต (และเป็น Thunderbolt 4 ด้วย) นอกจากนี้ยังนำพอร์ต HDMI และ SD Card reader กลับมาอีกครั้ง ทำให้ช่วยลดงานที่ต้องใช้หัวแปลงไปได้เยอะเลยทีเดียว

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ Apple นำ MagSafe กลับมาแล้ว (แม้จะมีการนำชื่อนี้ไปใช้กับหัวชาร์จไฟไร้สายของ iPhone แล้วก็ตาม) โดย MagSafe นี้จะแตกต่างจากของเดิม ไม่สามารถใช้งานร่วมกับหัวเก่าได้ แต่ถ้าไม่สะดวกก็สามารถชาร์จไฟผ่าน USB-C ได้เช่นกัน สำหรับอายุแบตเตอรีนั้นรุ่น 14 นิ้วจะใช้งานได้ต่อเนื่อง 17 ชั่วโมง ส่วน 16 นิ้วจะเพิ่มขึ้นเป็น 21 ชั่วโมงด้วยกัน การชาร์จไฟผ่าน MagSafe จะเป็น Fast Charging ที่ชาร์จไฟได้ 50% ภายใน 30 นาที

แน่นอนครับสเปคโหดขนาดนี้ Apple ก็จัดหนักกับราคาเช่นกัน สำหรับรุ่น 14 นิ้ว รุ่นสเปคต่ำสุดจะเริ่มต้นที่ $1,999 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนรุ่น 16 นิ้วจะเริ่มต้นที่ $2,499 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนคนที่งบน้อย Apple ยังวางจำหน่าย MacBook Pro M1 อยู่ด้วย

สำหรับราคาและการจัดสเปคมีดังนี้

MacBook Pro 14″

  • Apple M1 Pro (8 Core CPU, 14 Core GPU) + RAM 16GB + SSD 512GB – $1,999 (ราคาไทย 73,900 บาท)
  • Apple M1 Pro (10 Core CPU, 16 Core GPU) + RAM 16GB + SSD 1TB – $2,499 (ราคาไทย 89,900 บาท)

MacBook Pro 16″

  • Apple M1 Pro (10 Core CPU, 16 Core GPU) + RAM 16GB + SSD 512GB – $2,499 (ราคาไทย 89,900 บาท)
  • Apple M1 Pro (10 Core CPU, 16 Core GPU) + RAM 16GB + SSD 1TB – $2,699 (ราคาไทย 96,900 บาท)
  • Apple M1 Max (10 Core CPU, 32 Core GPU) + RAM 32GB + SSD 1TB – $3,499 (ราคาไทย 124,900 บาท)

ที่มา – Engadget

ร่วมแสดงความคิดเห็น

ความเห็น

To Top