Gadget

รีวิว GoPro Hero 7 พัฒนาสู่ความเป็นที่สุดของ Action CAM

แต่คราวนี้อัพเกรดความสามารถทั้ง Hardware และ Software มาอย่างเหนือชั้น มาดูกันว่า รีวิว GoPro Hero 7 รุ่นนี้จะเจ๋งขนาดไหน

นับจาก GoPro ได้เปิดตัว ActionCam ไปเมื่อหลายปีก่อน และเริ่มมาเป็นที่นิยมในช่วง GoPro Hero 4 ที่ผ่านมา จนตอนนี้มาถึงรุ่นที่ 7 แล้วภายใต้ชื่อรุ่น GoPro Hero 7 ถึงแม้จะมีหน้าตาที่ไม่ต่างจากรุ่นก่อน แต่คราวนี้อัพเกรดความสามารถทั้ง Hardware และ Software มาอย่างเหนือชั้น มาดูกันว่า รีวิว GoPro Hero 7 รุ่นนี้จะเจ๋งขนาดไหน

สำหรับ รีวิว GoPro Hero 7 Black ที่เรานำมารีวิวครั้งนี้ หากดูจากดีไซน์ตัวเครื่องที่แทบไม่ต่างจาก GoPro Hero 5 และ 6 เลย ทั้งตัวเครื่อง ขนาดเลนส์ ความใหญ่ของหน้าจอ ตำแหน่งไฟ LED ช่องใส่แบตเตอรี่อยู่ที่เดิมหมดเลย จะต่างก็เพียงแค่สีที่ดำสนิทกว่าเดิม ดูมั่นคง ดุดันกว่าเดิม และสีของโลโก้ GoPro แต่สำหรับ GoPro Hero 7 Series เปิดตัวคราวนี้จะมี 3 รุ่น นั่นก็คือ Black, Silver และ White ที่เรากำลังถืออยู่นี้

Black 14,500 บาท, Silver 10,800 บาท, White 7,200 บาท

 

GoPro Hero 7

ภาพเปรียบเทียบ GoPro รุ่นเก่ารุ่นใหม่ ระหว่าง GoPro 4, GoPro 5, GoPro 6 และ GoPro 7 Black

รีวิว GoPro Hero 7 Black ความเหมือนที่เหนือกว่า

รีวิว Gopro Hero 7

เมื่อแกะกล่องออกมาก็จะพบกับอุปกรณ์ที่คุ้นเคย ในกล่องก็จะมี

  • กล้อง GoPro Hero 7 Black
  • แบตเตอรี่ 1 ก้อน
  • Frame หรือกรอบที่ใช้ยึดตัวกล้อง
  • สายชาร์จแบบ USB Type-C
  • ที่ยึดกล้องแบบเรียบ และแบบโค้ง
  • คู่มือ และใบรับประกัน
  • สติ๊กเกอร์ GoPro 2 แผ่น

รีวิว Gopro Hero 7

หากคุณเปลี่ยนจาก Hero 5 หรือ 6 มา แทบจะไม่ต้องปรับตัวในการใช้งานเลย รวมถึงอุปกรณ์เสริมต่างๆ ก็นำมาใช้ด้วยกันได้ทันที ซึ่งก็ถือเป็นข้อดีของ GoPro ไม่ต้องไปหาซื้อใหม่ สำหรับด้านหน้าเครื่องนั้นก็คุ้นเคยกันดี มีทั้งหน้าจอ LCD ขนาดเล็กสำหรับบอกสถานะต่างๆ การทำงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่ ระยะเวลาในการถ่ายในขณะนั้น ระยะเวลาที่สามารถถ่ายได้ เป็ฯตัน ส่วนเลนส์ด้านหน้าขนาดใหญ่ มีกรอบใสครอบอยู่ป้องกันเลนส์ สามารถถอดเพื่อใส่อุปกรณ์เสริมอื่นได้ ส่วนมุมบนซ้ายมีไฟ LED สีแดงบอกสถานะการบันทึกอยู่

รีวิว GoPro Hero 7

ด้านหลังเป็นหน้าจอสีแบบสัมผัสขนาด 2 นิ้ว เพียงพอกับการกดแตะสั่งงานต่างๆ เพราะ UI ของ GoPro ออกแบบมาให้มีปุ่มขนาดใหญ่พอดีกับการใช้งาน  ด้านมุมบนซ้ายของจอมีไฟ LED สีแดงเช่นกัน

ด้านซ้ายของตัวเครื่องมีปุ่มเปิด/ปิดเครื่อง และเป็นปุ่มเปลี่ยนโหมดการถ่ายภาพในตัว ด้านบนมีรูไมโครโฟนรับเสียงอยู่

Black 7 ดูโดดเด่นมากที่ด้านขวาของตัวเครื่อง มีฝาปิดพอร์ตการเชื่อมต่อต่างๆ ซึ่งสามารถถอดออกได้เพื่อให้สะดวกในการชาร์จแบตเตอรี่ แต่ก็ต้องไม่ลืมปิดเมื่อต้องใช้งานในสถานที่เปียก หรือนำกล้องลงน้ำ ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อตรงนี้มีทั้งพอร์ต USB Type-C และพอร์ต Micro HDMI สำหรับต่อออกจอแสดงผล ส่วนรูเล็กๆ ติดกับฝาปิดพอร์ตเป็นช่องไมโครโฟน

ด้านบนมีปุ่มบันทึกภาพสัญลักษณ์วงกลมสีแดงกำกับอยู่ ข้างๆ มีไมโครโฟนตัวที่ 3 สำหรับตัดเสียงรบกวน ซึ่งแตกต่างจาก Hero 7 White และ 7 Silver ที่มีเพียง 2 ตัวเท่านั้น จึงทำให้รุ่น 7 Black สามารถตัดเสียงลม หรือเสียงรบกวนอื่นๆ ได้ดีกว่า

ด้านล่างเป็นที่สำหรับใส่แบตเตอรี่ และเมื่อเปิดฝาปิดแบตเตอรี่ก็จะมีช่องเสียบการ์ดหน่วยความจำแบบ microSD อยู่ตรงนี้ด้วย ใกล้กับช่องเสียบแบตเตอรี่มีช่องลำโพงส่งเสียงขณะเล่นไฟล์วิดีโอ ใกล้ๆ กันเป็นไฟ LED สีแดงดวงที่ 3 ซึ่งไฟ LED ทั้ง 3 ดวงนี้สามารถตั้งปิดได้เพื่อไม่ให้รบกวนสายตาขณะบันทึกภาพ

ถ่ายวิดีโอได้นิ่งกว่าด้วยฟีเจอร์ HyperSmooth

ในโหมดถ่ายภาพมีมาให้ค่อนข้างหลากหลาย ขอเริ่มจากโหมดการถ่ายวิดีโอซึ่ง GoPro Hero 7 Black นั้นมีจุดเด่นในเรื่องของระบบกันสั่นที่เรียกว่า HyperSmooth เป็นการทำงานร่วมกันทั้งระบบกันสั่นแบบ Hardware และ Software ทำให้ภาพวิดีโอไม่สั่นไหว ดูลื่นไหลไม่ปวดหัวเมื่อดูนานๆ เหมือนรุ่นก่อน เหมาะที่จะนำไปถือเดินถ่าย ติดกับจักรยาน ติดกับหมวกกันน๊อค หรือติดกับยานพาหานะที่มีความสั่นไหว สำหรับความละเอียดที่สามารถถ่ายได้มีให้เลือกดังนี้

  • ความละเอียด 4K เฟรมเรท 60, 30, 24 FPS (ภาพต่อวินาที)
  • ความละเอียด 2.7K เฟรมเรท 120, 60, 30, 24 FPS, Digital Zoom 2x
  • ความละเอียด 1080 เฟรมเรท 240, 120, 30, 24 FPS, Digital Zoom 2x
  • ความละเอียด 720 เฟรมเรท  240 และ 60 FPS, Digital Zoom 2x

แต่ HyperSmooth จะถูกจำกัดด้วยการถ่ายที่เฟรมเรท 60 FPS ซึ่งหากสูงกว่านั้นจะเป็นระบบกันสั่นแบบพื้นฐานเท่านั้น และสำหรับเฟรมเรทสูงๆ อย่าง 240 หรือ 120 FPS จะเหมาะนำคลิปวิดีโอมาทำ Slow Motion แต่หากนำคลิปที่เฟรมเรทตำ่กว่านั้นมาทำก็ได้ แต่ภาพจะไม่ต่อเนื่องเหมือนกับเฟรมเรทสูงๆ

ส่วนการตั้งค่าอื่นๆ ก็มีให้เลือกถ่ายแบบ Super View ทำให้ได้ภาพที่กว้างมากๆ เหมาะกับการใช้ถ่ายในที่แคบ อย่างเช่นในห้อง หรืองานที่ต้องการภาพมุมกว้าง แต่ก็จะได้ภาพบริเวณขอบค่อนข้างเบี้ยวจากเลนส์ Wide หรือหากต้องการภาพแคบลงมาก็ให้เลือกโหมด Wide และโหมด Linear โดยที่โหมด Linear จะดูเหมือนกับการถ่ายภาพจากกล้องทั่วๆ ไป

นอกจากนี้ยังมีการถ่ายวิดีโอแบบ Looping เหมาะกับการนำไปใช้เป็นกล้องติดรถยนต์ เพราะเมื่อหน่วยความจำเต็ม ระบบจะลบไฟล์ที่เก่าที่สุดทิ้งเพื่อบันทึกวิดีโอใหม่ ซึ่งจะวนแบบนี้ไปเรื่อยๆ ทำให้การถ่ายวิดีโอไม่มีการหยุดจนกว่าแบตเตอรี่จะหมด หรือจะปิดเครื่อง

โหมดการถ่ายภาพนิ่ง

ในการถ่ายภาพนิ่งความละเอียด 12 ล้านพิกเซลจะมีให้เลือก

  • โหมด Photo คือการถ่ายภาพธรรมดา กดถ่ายครั้งละ 1 ภาพ

การถ่ายภาพในโหมดนี้จะมีให้เลือกปรับภาพแบบ Wide และ Linear สามารถถ่ายภาพแบบ SuperPhoto คือการถ่ายภาพ HDR ได้ และสามารถเลือกถ่ายไฟล์ภาพแบบ RAW ได้

  • โหมด Burst คือการถ่ายภาพต่อเนื่อง 30 ภาพในการกดถ่าย 1 ครั้ง

สามารถเลือกได้ว่าในภายใน 1, 2, 3 หรือ 6 วินาที ให้ถ่าย 30 ภาพต่อการกดชัตเตอร์ 1 ครั้ง

  • โหมด Night คือการถ่ายภาพในที่มืด หรือถ่ายตอนกลางคืน

สามารถเลือกสปีดชัตเตอร์ได้ว่าจะให้เปิดค้างไว้ 2, 5, 10, 15, 20, 30 วินาที หรือจะเลือกปรับ Auto ก็ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ยังสามารถซูมภาพแบบ Digital Zoom ได้ 2X และเลือกตั้งเวลาถ่ายภาพได้ 3 หรือ 10 วินาที โดยจะมีตัวเลขนับถอยหลังที่จอด้านหน้า เพื่อให้เตรียมตัวได้ทัน

ถ่าย Time lapse ได้สนุกกว่าด้วย  TimeWarp Video

จากรุ่นก่อนๆ ที่ GoPro สามารถถ่ายภาพ Time lapse ได้อยู่แล้ว แต่ใน GoPro Hero 7 Black ได้นำเอาระบบกันสั่นมาประยุกต์ใช้กับการถ่ายภาพ Time Lapse ที่จากเดิมจะต้องตั้งกล้องวางไว้นิ่งๆ แต่รุ่นนี้สามารถถือแล้วเดินถ่ายได้โดยที่ไม่ทำให้ภาพ Time Lapse สั่นไหว ทาง GoPro จึงเรียกฟีเจอร์นี้ว่า TimeWarp เสมือนกับเราเร่งเวลาให้เร็วขึ้น วาร์ปไปยังจุดหมายปลายทางได้รวดเร็วขึ้น และยังเลือกความละเอียดสูงสุดได้ถึง 4K เลยทีเดียว ส่วนความเร็วของวิดีโอขึ้นอยู่กับการตั้งค่า 2x, 5x, 10x, 15x และ 30x ยกตัวอย่างเช่น

  • TimeWarp 2x ถ่ายนาน 1 นาที จะย่อลงเหลือ 30 วินาที
  • TimeWarp 10x ถ่ายนาน 5 นาที จะย่อลงเหลือ 30 วินาที
  • TimeWarp 30x ถ่ายนาน 5 นาที จะย่อลงเหลือ 10 วินาที

มาดูตัวอย่าง TimeWarp 10x ครับ

GoPro Hero 7 Black กับการเชื่อมต่อบนสมาร์ทโฟน

GoPro Hero 7 Black สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทั้ง iOS และ Android ผ่านทาง Wi-Fi ตัวแอพพลิเคชั่นมีชื่อว่า GoPro เมื่อดาวน์โหลดแล้วก็ทำการเชื่อมต่อได้ทันที สามารถใช้สมาร์ทโฟนแสดงผลหน้าจอขณะถ่าย ตั้งค่าถ่ายภาพได้ง่ายและสะดวกกว่าบนหน้าจอ GoPro และยังใช้เป็นรีโมทสำหรับถ่ายภาพแบบไร้สายได้อีกด้วย นอกจากนี้แอพพลิเคชั่นยังสามารถ Live สดไปยัง Facebook ซึ่งจะช่วยให้เพื่อนๆ เห็นภาพมุมกว้างขณะที่เราเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีม หรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้ด้วย

แอพฯ GoPro ยังให้เราดาวน์โหลดภาพ หรือคลิปวิดีโอจากกล้องมายังสมาร์ทโฟน และยังมีแอพฯ Quik ที่สามารถตัดต่อคลิปวิดีโอแบบง่าย พร้อมทั้งใส่เสียงดนตรี ให้โดยอัตโนมัติเพียงแค่ไม่กี่คลิก จากนั้นก็แชร์ลง Social Network ได้เลยทันที สะดวกรวดเร็วมากๆ

สรุปแล้วควรที่จะเปลี่ยนจากรุ่นเก่าหรือไม่?

ในส่วนของสรุปเราขอแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มผู้ใช้ คือกลุ่มที่มีรุ่นเก่าอยู่แล้ว ถ้าเป็น Hero 6 เราไม่ค่อยแนะนำให้เปลี่ยน เพราะไม่ได้มีอะไรต่างกันมากนัก ซึ่งฟีเจอร์ต่างๆ ที่มีใน Hero 7 Black ก็ยังพอใช้งานได้ เพียงแต่รุ่นใหม่นี้เปลี่ยนชื่อให้ดูน่าสนใจกว่าแค่นั้นเอง แต่ถ้าเป็น Hero 5 หรือเก่ากว่านั้นถ้าจะเปลี่ยนก็ถือว่าได้ระบบกันภาพสั่นที่ดีกว่ามาก ขอบอกว่ามากทีเดียว อีกอย่างอุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่มีอยู่แล้วก็สามารถใช้ร่วมกันได้อีกต่างหาก

ส่วนคนที่ยังไม่เคยมี และอยากจะมีไว้ไปถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอท่องเที่ยว สมควรที่จะมีไว้ใช้งานสักตัว เพราะมีขนาดกะทัดรัด กันน้ำได้ ใช้ถ่ายวิดีโอได้ทุกสถานะการณ์โดยไม่ต้องกังวล สามารถนำไปติดตั้งได้ทุกที่ ใครที่อยากได้ภาพในมุมมองที่แตกต่างกันออกไปขอแนะนำเลยครับ 

ภาพตัวอย่างจาก GoPro Hero 7 Black

ภาพถ่ายแบบ Super View (Wide)

ภาพถ่ายแบบ Zoom digital 2x

ภาพถ่ายแบบ HDR (ถ่ายย้อนแสง)

ร่วมแสดงความคิดเห็น

ความเห็น

To Top