Article

กว่าจะมาเป็นปากกา Stylus บนสมาร์ทโฟนในทุกวันนี้ ต้องผ่านร้อนผ่านหนาวอะไรมาบ้าง

Stylus Smartphone

สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ก็คือ กว่าจะเป็นสไตลัสบนสมาร์ทโฟน ต้องผ่านอะไรมาบ้าง เราจะขอย้อนอดีตตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของสไตลัส ซึ่งทำอะไรได้บ้างนั้น ไปชมกันเลยครับ

หากพูดถึง ปากกา Stylus บนสมาร์ทโฟน ทุกคนก็จะนึกถึงตระกูล Samsung Galaxy Note เป็นอันดับแรก หากว่าย้อนเวลากลับไปอีก เราก็จะนึกถึง PDA, Windows Mobile หรือไม่ก็ Palm แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้เลยก็คือ กว่าจะมาเป็นสไตลัสบนสมาร์ทโฟนในทุกวันนี้ ต้องผ่านร้อนผ่านหนาวอะไรมาบ้าง วันนี้ เราจะขอย้อนอดีตตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของสมาร์ทโฟนที่ใช้สไตลัส ซึ่งจะมีรุ่นอะไรบ้างและทำอะไรได้บ้างนั้น ไปชมพร้อมๆ กันเลยครับ

จุดกำเนิดของสมาร์ทโฟนเครื่องแรกของโลก และปากกา Stylus

ย้อนกลับไปในปี 1994 ยุคที่ผู้คนส่วนใหญ่ใช้โทรศัพท์มือถือจอขาวดำ ซึ่งทำได้แต่การโทรศัพท์ธรรมดา หรือส่ง SMS เท่านั้น และไม่มีอินเทอร์เน็ตให้เล่นอย่างแพร่หลายเท่าวันนี้ IBM ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งวงการเทคโนโลยีในสมัยนั้น จึงได้สร้างโทรศัพท์มือถืออัจฉริยะขึ้นมาอย่าง Simon Personal Communicator ซึ่งถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลก

ฟังก์ชั่นที่ต่างจากมือถือยุคนั้นอย่างเห็นได้ชัดเลยก็คือ สไตลัสที่มีเอาไว้จิ้มหน้าจอ รองรับการส่งอีเมล์และข้อความ รองรับการเชื่อมต่อกับแฟกซ์ เป็นต้น แต่เพราะตัวเครื่องมีน้ำหนักมาก แบตเตอรี่ที่ชาร์จเต็มแล้วใช้ได้แค่ชั่วโมงเดียว ค่าอินเทอร์เน็ตผ่านโมเด็มที่ถือว่าแพงมาก จึงทำให้ Simon ทำยอดขายไปได้ 50,000 เครื่อง ภายในระยะเวลาแค่สองปี หลังจากนั้นไอบีเอ็มก็หยุดผลิตรุ่นนี้เป็นการถาวร

 

ยุคทองของสไตลัส

Apple Newton

หลังจากที่สมาร์ทโฟนในตำนานอย่าง Simon ถือกำเนิดขึ้นพร้อมๆ กับสไตลัส จึงได้มียี่ห้ออื่นๆ เริ่มผลิตอุปกรณ์พกพาที่ใช้หน้าจอสัมผัสออกมา ถ้าไม่นับสมาร์ทโฟน ก็จะมีแท็บแล็ทในตำนานอย่าง Apple Newton ซึ่งถูกออกแบบมาให้เป็น PDA (Pocket Device Assistant) อย่างแท้จริง ใช้งานง่าย ลื่นไหล มี UI ที่คล้ายคลึงกับ Windows, Mac ในยุคนั้น และใช้สไตลัสในการทำงานเป็นหลักด้วย 

 

Palm Pilot 1000

 

แต่ด้วยความที่แอปเปิลนิวตันมีราคาที่แพงถึง $700 ในยุคนั้น บริษัท Palm จึงได้คิดที่จะทำ PDA ของตัวเองออกมาในราคาที่ย่อมเยากว่าแค่ $299 เท่านั้น โดยพีดีเอรุ่นแรกของปาล์มนั้นใช้ชื่อว่า Palm Pilot 1000 ข้อดีหลักๆ ของรุ่นนี้คือ บันทึกรายชื่อได้มากถึง 1,000 รายชื่อ, บันทึกข้อความได้ 100 หน้ากระดาษ นอกจากนี้ ยังมีระบบเขียนข้อความด้วย Pattern ซึ่งถ้าผู้ใช้จดจำวิธีการเขียนได้อย่างขึ้นใจ จะสามารถจดข้อความได้เร็วโดยที่ไม่ต้องจดรายละเอียดให้ครบถ้วน (ระบบจะแปลงข้อความที่เขียนเป็นตัวอักษรให้) จึงเป็นฟังก์ชั่นหนึ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวก และถือว่าอัจฉริยะมากๆ ในยุคนั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่สไตลัสที่เอาไว้จิ้มคำสั่งอย่างเดียวอีกต่อไป

 

ไม่ได้มีเพียงแต่ปาล์มเท่านั้นที่ทำ PDA คู่กับสไตลัส Microsoft ผู้ผลิตระบบปฏิบัติการยักษ์ใหญ่บน PC ก็กระโดดเข้ามาสู่สังเวียนพีดีเอบ้าง ซึ่งได้นำเอา OS บนพีซีมาดัดแปลงเป็นเวอร์ชันทัชสกรีนจึงทำให้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น (เช่น Windows CE, Windows Mobile) และกลายเป็นที่นิยมมากกว่าปาล์มนั่นเอง สำหรับผู้ผลิตพีดีเอที่เรารู้จักกันดีก็อย่างเช่น HTC, O2, HP, Compaq ฯลฯ ซึ่งผู้ผลิตแต่ละเจ้านั้นต่างคนต่างก็ใช้สไตลัสเป็นของตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเขียนคำสั่งเพื่อเพิ่มความสามารถบนสไตลัสเพิ่มเติมบ้าง

พูดถึงปาล์มกับวินโดวส์โมบายไปแล้ว จะไม่พูดถึง Nokia เลยก็คงจะเป็นไปไม่ได้ ก่อนหน้านี้ในปี 2004 โนเกียได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนจอทัชสกรีนตัวแรกอย่าง 7700 แต่ด้วยปัญหาบางประการ จึงได้ยกเลิกการผลิตไป ต่อมาได้เปิดตัว 7710 ที่พัฒนามาจากรุ่นที่แล้ว ซึ่งทำยอดขายได้ในระดับหนึ่งไม่ถึงกับหวือหวามากนัก ส่วนหนึ่งนั้นเป็นเพราะ UI ที่ค่อนข้างซับซ้อนเมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนรุ่นหลังๆ

 

แต่ที่เห็นจะโด่งดังสุดๆ นั่นก็คือ โนเกีย 5800 นั่นเอง ซึ่งมาพร้อมกับสไตลัสและปิ๊กกีตาร์ (ที่ใช้แทนสไตลัสได้) เป็นสมาร์ทโฟนจอทัชสกรีนรุ่นแรกๆ ที่ขายดี ถึงขนาดที่ว่าทำยอดขายได้มากถึง 8 ล้านเครื่องทั่วโลก เหตุผลหลักที่ทำให้รุ่นนี้ขายดี เนื่องจาก UI ที่ใช้ง่ายกว่ารุ่นก่อนๆ, มีราคาที่ถูกกว่า iPhone ตัวแรก และ,uวางจำหน่ายทั่วโลกนั่นเอง (ต่างจากไอโฟนตัวแรกที่วางขายไม่ถึงสิบประเทศ) 

หลังจากนั้นเป็นต้นมา โนเกียก็ขายสมาร์ทโฟนทัชสกรีนได้น้อยลงเรื่อยๆ จนต้องยุติการผลิตสมาร์ทโฟนระบบ Symbian ในที่สุด เนื่องจากความนิยมของผู้ใช้ iOS ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ และการมาถึงของ Android นั่นเอง

 

ยุคมืดของปากกาสไตลัส

Who want a stylus Steve Jobs

ของทุกสิ่งย่อมมีรุ่งแล้วก็มีดับเป็นเรื่องธรรมดา เฉกเช่นเดียวกับยุคของปากกาสไตลัส อันเนื่องการเปิดตัว iPhone รุ่นแรกในปี 2007 ได้เปลี่ยนแปลงวงการสมาร์ทโฟนไปทั้งโลก ท่องโลกอินเทอร์เน็ตได้แม้เพียงปลายนิ้ว แอพพลิเคชั่นต่างๆ สุดแสนจะอัจฉริยะที่มีให้โหลดในสโตร์มากมาย รวมถึงการควบคุมที่ลื่นไหลและใช้ง่ายด้วยนิ้วเดียว ปากกาสไตลัสถูกมองว่าเป็นส่วนเกินของสมาร์ทโฟน จนก่อให้เกิดประโยคเด็ดในตำนานที่โลกต้องจดจำอย่าง “Who want a stylus? (มีใครที่ต้องการปากกาสไตลัสด้วยเหรอ?)” ประกอบกับผู้ผลิตหลายๆ เจ้า ต่างตื่นตัวและมีแนวคิดที่จะสร้างสมาร์ทโฟนแบบไม่ต้องพึ่งสไตลัสอีกต่อไปแล้ว (แม้แต่แอนดรอยด์ตัวแรกของโลกอย่าง HTC Dream ก็ไม่มีสไตลัส) ช่วงนี้จึงกลายเป็นยุคมืดของปากกาสไตลัสบนสมาร์ทโฟนอย่างแท้จริง

 

การกลับมาของสไตลัส (แบบผูกขาด)

lg q stylus

ตั้งแต่ไอโฟนก่อกำเนิดขึ้น สมาร์ทโฟนที่ใช้ปากกาสไตลัสก็แทบจะไม่มีทียืน (โดยเฉพาะแอนดรอยด์) เพราะไม่ว่าจะมีค่ายใดยี่ห้อไหนทำออกมา ก็ฟังธงได้เลยว่ายอดขายรุ่นนั้นมักจะไม่สวยหรูอย่างที่คิด ถึงแม้ว่าจะเป็นแบรนด์ดังก็ตาม เช่น LG ที่ไม่ว่าจะทำรุ่นอะไรออกมา สุดท้ายก็ไม่เป็นที่นิยมสักเท่าไหร่ ต่อให้เป็นรุ่นที่ใช้ชื่อใกล้เคียงกับตัวเรือธงก็ตาม เช่น G3 Stylus, G4 Stylus เป็นต้น ส่วนยี่ห้ออื่นๆ ที่ชื่อไม่คุ้นหูคนส่วนใหญ่นั้น ออกมาไม่กี่รุ่นก็เป็นอันต้องยุติการพัฒนากันไปอย่างถาวร

รวม S PEN

แต่บนโลกนี้ไม่ได้มีมุมมืดไปตลอดกาล ในที่สุด ก็มีผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่อย่าง Samsung ที่มุ่งมั่น และคิดค้น สไตลัสอัจฉริยะจนโลกต้องจดจำไปตลอดกาล นั่นก็คือตระกูล Samsung Galaxy Note นั่นเอง เมื่อซัมซุงเปิดตัวโน้ตรุ่นใหม่ๆ ก็ได้ทยอยเพิ่มลูกเล่นของ S Pen ให้อัจฉริยะขึ้นเรื่อยๆ อย่าง Gesture, Air Command, เซ็นเซอร์วัดแรงกดที่แยกแยะได้มากถึงพันระดับ, การนำเทคโนโลยีของ Wacom มาใช้บนสมาร์ทโฟนเป็นครั้งแรก และล่าสุดในโน้ต 9 ที่ฮือฮากันไปทั่วโลกด้วยการทำให้ S Pen กลายเป็นรีโมทที่เชื่อมต่อบลูทูธได้ ด้วยความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของ S Pen จึงทำให้ตระกูลกาแล็กซี่โน้ตเป็นหนึ่งในซีรี่ส์สมาร์ทโฟนที่ขายดีเป็นอันดับต้นๆ และไม่มียี่ห้อไหนทำสมาร์ทโฟนพร้อมสไตลัสมาเทียบได้เลยแม้แต่น้อย นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน 

 

ที่มา : 1 , 2 , 3 , 4 , 5 , 6

ร่วมแสดงความคิดเห็น

ความเห็น

To Top