Article

My name is Siri. . .

ถ้าพูดถึง “Siri” หลายคนอาจคุ้นเคยดี เพราะเธอคือผู้ช่วยคนเก่งของสาวก ios เราจะพาไปทำความรู้จักกันว่าเธอเป็นใคร มีที่มาอย่างไร ทำไมถึงชื่อ “Siri”

ถ้าหากกล่าวถึง “สิริ” เชื่อว่าหลายๆ คนที่เป็นแฟนตัวยงของ Apple ตัวจริงต้องรู้จักกันเป็นอย่างดีแน่นอน เพราะฟีเจอร์นี้อยู่คู่กับโทรศัพท์ไอโฟนมาเป็นระยะเวลาประมาณ 4 ปีได้ นับตั้งแต่วันที่ Steve Jobs เปิดตัว iPhone 4s ออกมาเมื่อปี ค.ศ. 2011

นับว่าเป็นการสร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการโทรศัพท์สมาร์ทโฟนเป็นอย่างมาก ซึ่งผู้ที่ใช้งานจะสามารถใช้คำสั่งเสียงสั่งการทำงานต่างๆ หรือถาม-ตอบข้อมูลประหนึ่งว่าเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของที่ช่วยหาตอบคำถามไขข้องสงสัยให้กับผู้ใช้งานทุกอย่าง

ถ้าหากยังจำกันได้กับการเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ครั้งนั้น ก็ได้สร้างความผิดหวังให้กับใครหลายคนที่ตั้งตารอ และหวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม แต่มันก็กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะไม่ว่าจะเป็นขนาดหน้าจอ, รูปร่างหน้าตา, หรือแม้กระทั่งชิพการประมวลผลที่ไม่แตกต่างกับรุ่นก่อนหน้าสักเท่าไรนัก

แต่ทว่าสิ่งหนึ่งที่กลับกลายเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ของรุ่นดังกล่าวนั่นก็คือ “สิริ” แอพพลิเคชั่นที่จะเปลี่ยนโลกของการใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนให้ใช้งานได้อย่างง่ายดายและสะดวกสบายเพียงแค่สั่งการด้วยเสียง

แต่ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักประวัติคร่าวๆ ของแม่สาวสิริคนนี้กันก่อนค่ะว่าเธอนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร แล้วทำไมเธอถึงต้องชื่อ “Siri” …?

01 Siri ปี 2008

“สิริ” เริ่มต้นขึ้นเมื่อในปีค.ศ. 2003 ในงานวิจัยชื่อ CALO Project (Cognitive Assistant that Learns and Organizes) ซึ่งมีการร่วมมือกับหน่วยงานที่วิจัยไม่หวังผลกำไรหลายหน่วยงานที่มีชื่อว่า SRI (International และบริษัท DARPA )โดยมีจุดประสงค์คือต้องการสร้างระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ให้เป็นจริงขึ้นมา และในขณะนั้นก็ได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นที่มีชื่อว่า สิริออกมาจนเป็นผลสำเร็จ โดยมาพร้อมกับความสามารถแสนอัจฉริยะ นั่นก็คือสามารถใช้ภาษามนุษย์โต้ตอบกับเราได้อย่างเป็นธรรมชาติ (Natural Language User Interface) ซึ่งจะทำงานเสมือนเป็นผู้ช่วยส่วนตัว (Intelligent Personal Assistant) ที่คอยตอบคำถามให้กับเรานั่นเองค่ะ

แต่คำถามที่ค้างคาใจสงสัยคือ ทำไมถึงต้องตั้งชื่อว่า “สิริ” ?

ซึ่งที่มาของชื่อดังกล่าวนี้เริ่มต้นมาจากนักพัฒนาที่มีชื่อว่า Dag Kittalaus ผู้ร่วมพัฒนาสิริขึ้นมา โดยที่มาของชื่อนี้นั้นเกิดมาจากที่ว่า นาย Dag Kittalaus นั้นเคยทำงานกับหญิงสาวรายหนึ่งนามว่า “สิริ” และเขาก็ต้องการนำชื่อนี้มาตั้งให้กับลูกสาวของเขา ประกอบกับโดเมนเนมในขณะนั้นก็ว่างอยู่พอดี อีกทั้งยังเป็นชื่อที่สามารถจดจำได้ง่าย แต่สุดท้ายก็ต้องกลายเป็นเรื่องผิดหวังไป เพราะเขานั้นดันได้ลูกชายแทน หลังจากนั้น 4 ปี ต่อมาเขาได้จัดตั้งองค์กรขึ้นเป็นบริษัทในชื่อของ สิริ ซึ่งตั้งชื่อตามผลิตภัณฑ์หลักของตนเองที่มีในขณะนั้น และด้วยความสามารถอันแสนอัจฉริยะของมันที่สามารถทำงานร่วมกับแอพพลิเคชั่นและฟังก์ชั่นอื่นๆ ได้อย่างลงตัว จึงทำให้กลายเป็นบริษัทเนื้อหอมในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยคำว่า สิริ นี้มีพื้นฐานมาจากภาษานอร์เวย์ มีความหมายว่า หญิงสาวสวยที่จะนำคุณไปสู่ชัยชนะ
“Beautiful woman who leads you to victory”

06 หน้าตา Siri

และแน่นอนว่าเมื่อมีเทคโนโลยีสุดล้ำเกิดขึ้น Steve Jobs เองก็ไม่พลาดที่จะนำมาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทตัวเองอย่างแน่นอน เพราะเขาเชื่อว่าในโลกอนาคตของโทรศัพท์สมาร์ทโฟนจะไม่หยุดอยู่แค่การใช้งานด้วยมือเพียงเท่านั้น และไม่ว่าจะเป็นเสียง, การเคลื่อนไหว, สายตา ก็สามารถสั่งการและใช้งานได้เหมือนกัน

ดังนั้น Steve Jobs จึงตัดสินใจเข้าซื้อบริษัท “สิริ” ทันที โดยการเข้าซื้อกิจการเกิดขึ้นในเดือนเมษายน ปีค.ศ. 2010 ซึ่งซื้อเป็นจำนวนเงินมากถึง 200 ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ และเขาก็ตั้งใจว่าจะนำระบบนี้มาพัฒนาต่อให้เป็นเหมือนสัญลักษณ์ในทุกๆ รุ่นของ iPhone ต่อไปแต่คำถามถัดไปคือ …

ทำไม CEO Dag Kittalaus ถึงยอมขายกิจการให้กับ Steve Jobs ทั้งที่สามารถเติบโตได้ด้วยตนเอง ?

03 Siri Founder

ในช่วงนั้นหลังจากที่ Dag Kittalaus พัฒนาแอพพลิเคชั่นจนสำเร็จ ก็ได้นำแอพพลิเคชั่น “สิริ” ลงใน Apple Store ในเวลาต่อมา และก็ยังมีแผนการที่จะพัฒนาให้รองรับการใช้งานในระบบปฏิบัติการ BlackBerry และ Android แต่ 3 อาทิตย์ต่อมาเขาก็ได้รับโทรศัพท์จากบริษัท Apple ว่า “Scott Forstall” ต้องการที่จะคุยด้วย และเขาก็ตอบตกลงและวันต่อมาเขาก็ขับรถไปตามแผนที่บ้านของ “Scott Forstall” ตามที่ได้รับนัดมา แต่พอไปถึงจุดหมายเขาก็ต้องรู้สึกแปลกใจที่แผนที่นั้นกลับกลายเป็นแผนที่บ้านของ Steve Jobs แทน และทั้งคู่ก็ใช้เวลานั่งคุยกันเป็นเวลายาวนานถึง 3 ชั่วโมงอยู่หน้าเตาผิงเกี่ยวกับอนาคตของบริษัทของทั้งคู่

ซึ่งในการสนทนาของทั้งสองเต็มไปด้วยอนาคตที่ล้ำสมัย โดย Steve Jobs ได้อธิบายถึงแผนการณ์ในหัวของเขาว่า แอปเปิ้ล และ สิริ จะกลายเป็นคู่หูที่ดีกันได้อย่างไร พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงโลกอีกมากมาย และ Dag Kittalaus เองก็เล็งเห็นแล้วว่า Steve Jobs นั้นเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้มาก เขาจึงตัดสินใจขายกิจการให้กับ Steve Jobs ในที่สุด

04 Steve jobs

แต่เรื่องราวก็ยังไม่จบแค่นั้น เมื่อ Apple เข้าซื้อกิจการในปีค.ศ. 2010 ทาง Steve Jobs เองก็ยังไม่ถูกใจชื่อ “สิริ” พยายามคิด และค้นหาชื่อที่ดีกว่าแต่ก็ไม่สำเร็จ และก็เลิกล้มความพยายามที่จะเปลี่ยนชื่อตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และ”สิริ” ก็ถูกนำเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ iPhone และ iPad ทุกๆ รุ่นเรื่อยมาโดยวันเกิดของสิริก็คือ ” วันที่ 4 ตุลาคม ปี 2011 ” ซึ่งตรงกับวันที่แอปเปิ้ลเปิดตัว iPhone 4s นั่นเอง ว่าแต่ …

เคยมีใครสงสัยกันบ้างไหมว่าเจ้าของเสียงสิรินั้นคือใครหน้าตาเป็นอย่างไร ..?

07 Siri ios9 08 icon si

สำนักข่าว CNN ได้เชิญ “Susan Bennett” มาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ “สิริ” โดยเธอบอกว่า ก่อนจะมาให้สัมภาษณ์ก็มีหลายคนบอกกับเธอว่า ทำไมเสียงของเธอช่างเหมือนกับ สิริ เหลือเกิน และยิงคำถามต่างๆ ใส่เธอเสมอเวลาที่ได้ยินเธอพูด

แต่เธอระบุว่าแม้แต่ตัวเธอเองก็ไม่มั่นใจว่าเสียงของ “สิริ” นั้นก็คือเธอเอง เพราะทาง Apple ก็ไม่ได้ยืนยันมาว่าเธอคือเจ้าของเสียง แต่ทว่าทาง CNN ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์เสียงประสบการณ์ทำงานมากกว่า 30 ปี มาเทียบเคียง และผลสรุปออกมาว่าเธอคือเจ้าของเสียงที่แท้จริง 100%

05 Susan Bennett-2

ต่อมา Susan Bennett ก็เล่าว่า จุดเริ่มต้นของ สิริ เกิดขึ้นเมื่อปี 2005 บริษัท ScanSoft ต้องการหาเสียงพูดสำหรับโปรเจ็คชิ้นใหม่ จึงสอบถามไปยังบริษัท GM Voices ซึ่งในขณะนั้นถือเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญการตอบสนองอัตโนมัติด้วยเสียง และทาง GM voices ก็ได้แนะนำเสียงของ Susan Bennett เพราะเธอมีผลงานที่โดดเด่น และเสนอชื่อให้กับ ScanSoft และการเซ็นสัญญาก็เกิดขึ้นในปีนั้นเอง

โดยเธอเล่าว่า หลังจากเซ็นสัญญา การทำงานของเธอในทุกๆ วันคือ ต้องอัดเสียงเป็นระยะเวลา 4 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งต้องอ่านวลี และประโยคตามบทพูดของพวกเขา เพื่อที่จะดึงสระ, พยัญชนะ, พยางค์ หรือเสียงควบออกมา และนำมาปะติดปะต่อกันขึ้นเป็นคำจนกระทั่งเกิดเป็นประโยค และในเดือนตุลาคมปี 2005 บริษัท ScanSoft ก็ถูกซื้อกิจการโดยบริษัท Nuance Communications ซึ่งเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีการสั่งการด้วยเสียงให้กับบริษัท Apple ในปัจจุบันนั่นเอง อย่างไรก็ตามทั้งสองบริษัทก็ไม่มีความเห็นใดๆ ออกมาหลังจากการสัมภาษณ์เสร็จสิ้น

นับได้ว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ที่อยู่ภายใต้การบริหารของ Steve Jobs ถือว่ามีอะไรที่น่าแปลกใจอยู่เสมอ รวมถึงฝีมือการบริหาร และการสะกดผู้ฟังให้รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งในงานเปิดตัว อีกทั้งยังนำแอพพลิเคชั่นแห่งอนาคตเข้ามาสู่บริษัท แต่ทว่าปัจจุบัน แม้ Steve Jobs นั้นจะไม่อยู่แล้วก็ตาม บริษัทยักษ์ใหญ่นี้ก็ยังมีผู้สานต่อเจตนารมณ์ที่เคยยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับ Steve Jobs มายาวนานคอยดูแลอยู่ แม้จะทำได้ไม่ดีเท่าที่ Steve Jobs เคยทำไว้ และสุดท้ายการทำงานร่วมกันระหว่างสมาร์ทโฟน และผู้ช่วยอันชาญฉลาด “Siri” จะเป็นอย่างไรต่อไป เราคงต้องคอยติดตามกันต่อไปค่ะ

ร่วมแสดงความคิดเห็น

ความเห็น

To Top