News & Update

สรุปสิ่งน่าสนใจใน iPhone 8 / 8+ และ iPhone X ครบรอบ 10 ปี มีอะไรบ้าง ไปอัพเดทกัน!!

จบกันไปสดๆร้อนๆ สำหรับงานเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ที่มาด้วยกันถึง 3 รุ่น คือ iPhone 8 , iPhone 8 Plus และ รุ่นที่เป็นไฮไลท์ครบรอบ 10 ปีของงานอย่าง iPhone X

จบกันไปสดๆร้อนๆนะคะสำหรับงานเปิดตัวที่หลายๆ คนจับตาคอยกันอย่างใจจดใจจ่อโดยเฉพาะบรรดาสาวกแอปเปิ้ล และอย่างที่ทราบกันดีว่าในไลน์โปรดักส์ของสมาร์ทโฟนในครั้งนี้ เค้าเปิดตัวรุ่นใหม่ด้วยกันถึง 3 รุ่น คือ iPhone 8 , iPhone 8 Plus และ รุ่นที่เป็นไฮไลท์ของงานอย่าง iPhone X หรือ iPhone 10 ซึ่งเป็นรุ่นพิเศษเนื่องจากครบรอบ 10 ปี Apple 

 

iPhone 8 / iPhone 8 Plus

สำหรับทั้งสองรุ่นนี้ยังใช้การออกแบบเหมือนกับ iPhone 7 และ iPhone 7 Plus อยู่ โดยหน้าจอยังใช้ขนาด 4.7 นิ้วใน iPhone 8 และ 5.5 นิ้วสำหรับ iPhone 8 Plus และทั้งคู่ยังมีปุ่ม Home และ Touch ID เหมือนเดิม พร้อมเคลือบสี 7 ชั้น ทำให้ป้องกันการเกิดรอยขีดข่วนได้ดี 

วัสดุด้านหน้าและหลังตัวเครื่องถูกเปลี่ยนให้เป็นวัสดุกระจกเพื่อรองรับการชาร์จไร้สายผ่านแท่นชาร์จเหมือน ไอโฟน 10 และกรอบตัวเครื่องใช้เป็นโลหะ ใช้หน้าจอ Retina HD พร้อมเทคโนโลยี TrueTone Display ที่เคยมีใน iPad Pro สามารถปรับสภาพสีและแสงของจอให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่ผู้ใช้ใช้งานอยู่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการแสดงผลให้ดีขึ้น

ในส่วนของกล้องหน้าความละเอียด 7MP และยังเพิ่มโหมดPortrait Lightning ใช้ AI และ Machine Learning มาช่วยปรับโหมดให้ถ่ายภาพ Portrait ได้สวยงามขึ้น กล้องหลังความละเอียด 12MP มีฟิลเตอร์ใหม่ๆ และกันภาพสั่น แต่ตัว 8 Plus จะเป็นกล้องคู่ความละเอียด 12MP ทั้ง 2 ตัว เป็นเลนส์ Wide + Tele เซ็นเซอร์ใช้เป็นแบบใหม่ทั้งหมด และมีกันภาพสั่นเช่นกัน โดย Apple ปรับปรุงกล้องหลังให้ถ่ายภาพถ่ายวิดีโอได้คมชัดขึ้น เก็บ Frame Rate ได้มากขึ้น ละเอียดขึ้น และสามารถถ่ายวิดีโอแบบ 4K 60 fps ได้ ถ่ายวิดีโอ Slo-Mo ความละเอียด 1080 240p ได้อีกด้วย

 

รองรับการชาร์จไร้สาย (Wireless Charging) ซึ่งเทคโนโลยีการชาร์จไร้สายที่แอปเปิ้ลนำมาใช้ในนั่นก็คือมาตรฐาน Qi การชาร์จผ่านแท่นชาร์จไร้สายเหมือน Apple Watch สามารถชาร์จผ่านแท่นชาร์จค่ายอื่นๆ ที่ใช้มาตรฐานเดียวกันได้

ชิพ A11 จะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า A10X มากขึ้นไปอีก โดยชิพ A11 BIONIC 10nm 64-bit มีประสิทธิภาพแรงมากกว่า A10X 2 เท่า ประหยัดพลังงานกว่า และใช้ CPU 6-Core และยังรองรับเทคโนโลยี AR อีกด้วย

ราคา iPhone 8

  • 64GB — 699 ดอลลาร์
  • 256GB — 849 ดอลลาร์

ราคา iPhone 8 Plus

  • 64GB — 799 ดอลลาร์
  • 256GB — 949 ดอลลาร์

วันเปิดจอง (Pre-Order) 15 ก.ย. 2017  วันเปิดขายวันแรก 22 ก.ย. 2017 (ยืนยันแล้ว) เปิดขายทั้งหมด 3 สี คือ  Gold, Silver และ Space Gray

 

iPhone X 

iPhone X

 

สำหรับรุ่นไฮไลท์ตัวนี้มาพร้อมชิปการประมวลผล A11 จะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า A10X ประมาณ 70% โดยชิป A11 BIONIC 10nm 64-bit และใช้ CPU 6-Core เรียกได้ว่ามีประสิทธิภาพแรงมากกว่า A10X 2 เท่า ประหยัดพลังงานกว่าเดิมมากเลยทีเดียว แบตเตอรี่อยู่ได้นานกว่า iPhone 7 ประมาณ 2 ชั่วโมง  รองรับการชาร์จไร้สาย (Wireless Charging) และชาร์จเร็ว ผ่านแท่นชาร์จ AirPower เป็นแท่นชาร์จไร้สายจากแอปเปิ้ลโดยจะเปิดขายปี 2018

และในส่วนของดีไซน์ภายนอกตัวเครื่องมีขนาดหน้าจอใหญ่กว่า 8 Plus 0.2 นิ้วแต่เครื่องเล็กกว่า ใช้จอ OLED เต็มขอบกว้าง 5.8 นิ้ว โดยมีเทคโนโลยี Super Retina Display ความละเอียด 2436×1125 px  ช่วยให้สามารถแสดงหน้าจอที่สดใสขึ้นใช้งานเต็มพื้นที่หน้าจอ และที่สำคัญเทคโนโลยีจอ OLED ช่วยประหยัดพลังงานในการแสดงผลได้อีกประมาณ 70% นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี TrueTone Display เช่นเดียวกันกับใน iPad Pro ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการแสดงผล ปรับสภาพสี และแสงของจอให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่ผู้ใช้ใช้งานอยู่ด้วย

ใช้วัสดุประกอบตัวเครื่องเป็นกระจกทั้งหน้าและหลังเหมือน iPhone 4/4S และมีกรอบสแตนเลสรอบเครื่องแต่เน้นในส่วนของความโค้งมนเหมือนในไอโฟน 7 และ รองรับมาตรฐานการกันน้ำกันฝุ่น IP67 เช่นเดิม 

ถัดมาในส่วนของกล้องหน้าตัวนี้หน้ามาพร้อมเทคโนโลยี TrueDepth และมีความละเอียด 7 MP ที่มีคุณสมบัติการวัดระยะวัตถุร่วมกับเซ็นเซอร์ 3 มิติ

เพิ่มโหมด Portrait lightning ช่วยให้สามารถปรับแสงในการถ่ายเซลฟี่ดูมีมิติและคมชัดทุดรายละเอียด และยังมี Face ID ระบบสแกนใบหน้าที่มาแทนการสแกนนิ้ว Touch ID เนื่องจากในรุ่นนี้ถูกตัดปุ่ม Home ออกไป โดยเทคโนโลยี Face ID นี้จะใช้กล้องหน้าและเทคโนโลยี TrueDepth สแกนหน้าผู้ใช้ได้เร็วมาก มีความแม่นยำและเร็วกว่า Touch ID ถึง 1 ใน 1 ล้าน มั่นใจได้ว่าปลอดภัยมากๆ อ่อ .. ถ้าจะกังวลเรื่องของการเอามาจ่อที่หน้าตอนหลับแล้วจะปลดล็อคให้ ตัวนี้ทำไม่ได้นะจ้ะ จะสแกนได้ต่อเมื่อลืมตาแล้วมองไปที่โทรศัพท์เท่านั้น ส่วนหน้าปลอมหรือ รูปถ่ายอันนี้หมดห่วง สแกนไม่ได้แน่นอน แต่ถ้าใครสงสัยว่าถ้าเห้ยเราเปลี่ยนทรงผม ไว้หนวดไว้เครา ใส่หมวกใส่แว่นจะสแกนได้มั้ย อันนี้สแกนผ่านหมดนะ เพราะมันใช้เทคโนโลยี Neural Network สแกนโครงหน้าแบบ 3 มิติ  และยังสามารถสแกนในที่มืดได้อีกด้วย และอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามาที่ช่วยให้การเปิดหน้าจอทำได้ง่ายขึ้นชื่อว่า Tap to Wake หรือแตะเพื่อปลุกโดยการแตะไปที่หน้าจอ 2 ครั้งเพื่อให้หน้าจอแสดงขณะที่ล็อกหรือปิดอยู่

อ่อ อีกอย่างนึงที่คิดว่าหลายๆคนน่าจะชอบเป็นผลพลอยได้ของการมี Face ID และ 3D สแกน คือ Animoji หรือ Emoji ที่เปลี่ยนไปตามรูปแบบการเคลื่อนไหวใบหน้าของเราได้นั่นเอง เราสามารถเลือกหน้ากากและบันทึกสีหน้าพร้อมคำพูดเองได้ให้ความเป็นยูนีคในการสื่อสารผ่าน imessage มากขึ้นไปอีกขั้น 

ถัดมาในส่วนของกล้องหลังตัวนี้มาพร้อมกล้องคู่ 2 ตัวแนวตั้งความละเอียด 12MPเป็นเลนส์ Wide f/1.4  และ Tele  f/2.8 โดยเลนส์ทั้งคู่มีระบบกันภาพสั่น (OIS) ทั้ง 2 เลนส์ ถ่ายวิดีโอดีขึ้นภาพนิ่งขึ้น ใช้เซนเซอร์ใหม่ทั้งหมด ทำงานเร็วขึ้น มีเทคโนโลยี Deeper pixel ทำให้สามารถเก็บรายละเอียดภาพได้ดีขึ้นกว่าเดิมแฟลชทูโทนให้สีที่สมจริงไม่หลอกเมื่อถ่ายในที่มืด 

รองรับ AR ระบบความเป็นจริงเสมือนหรือ Augmented Reality ช่วยเปลี่ยนรูปแบบการใช้งาน iPhone ไปอีกขั้นด้วยเซ็นเซอร์ 3 มิติที่มาพร้อมกับรุ่นนี้ ทำให้การใช้ AR ในไอโฟนเอ็กซ์ มีความพิเศษกว่ารุ่นอื่นๆ สำหรับความจุมีอยู่ 2 ความจุ คือ 64GB และ 256GB เท่านั้น ส่วนราคา 

  • 64GB — ประมาณ 999 ดอลลาร์
  • 256GB — ยังไม่ทราบ

เปิดจอง (Pre-Order) 27 ก.ย. 2017 เปิดขายวันแรก 3 พ.ย. 2017 ส่วนวันเปิดขายในไทยยังไม่ระบุ ก็คงต้องรอติดตามข่าวกันต่อไป สีทั้งหมด 2 สี คือ Silver และ Space Gray

ร่วมแสดงความคิดเห็น

ความเห็น

To Top