Article

[Day 1] Facebook F8 Conference 2017 : เฟสบุ๊คมีอะไรใหม่บ้าง

ในงานอีเวนท์ประจำปีของเฟสบุ๊คอย่าง Facebook F8 Conference นั้นทราบกันดีอยู่แล้วว่าต้องมีเทคโนโลยีใหม่ล้ำๆออกมาให้ได้เห็นกันทุกครั้งและครั้งนี้ก็เช่นกัน

ในงานอีเวนท์ประจำปีของเฟสบุ๊คอย่าง Facebook F8 Conference นั้นเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าพี่มาร์คของเราจะต้องมีเซอร์ไพรช์และเผยเทคโนโลยีใหม่ล้ำๆออกมาให้ผู้ชมในงานได้เห็นกันทุกครั้งและครั้งนี้ก็เช่นกัน ซึ่งในงานก็มีหลายๆ อย่างที่เป็นตัวที่พัฒนาต่อเนื่องมาจากเมื่องานอีเวนท์ของปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพัฒนาตัว VR ให้ดีขึ้นกว่าเดิมเอย การพัฒนา AR ที่นำเอา 3D เข้ามาใช้งานร่วมกันเอย หรือการพัฒนาระบบ AI รวมทั้งแพลตฟอร์ม Messenger ที่มีอการอัพเกรดเพิ่มเติมอีกมากมายเกี่ยวกับเรื่องของกล้อง ที่มีการผสานเข้ากับ Augment Realitiy และ 3D Effect เดี๋ยวเรามาทำความเข้าใจไปพร้อมๆกันเลยดีกว่าค่ะ 

Facebook F8 Conference : Camera Effect Part

สำหรับตัวแอดเองสิ่งที่น่าสนใจในงานวันแรกก็คือ พี่มาร์คแกบอกว่าแกภูมิใจเสนอสิ่งนี้มากและประกาศบนเวทีเลยว่านี่คือ First Augment Realitiy ของจริง พร้อมเปิดตัว AR Studio เพื่อให้ developer ทั่วโลกสามารถเข้ามาพัฒนาประสบการณ์สร้างสรรค์ผลงาน Augment Realitiy เพื่อแบ่งปันให้ผู้ใช้งานธรรมดาได้ใช้กันได้อีกด้วย ซึ่งทางเฟสบุ๊คเค้าก็เปิดให้ใช้งานได้แล้วโดยเริ่มจากตัวแอพฯกล้องในฟีดที่ตอนนี้สามารถถ่ายรูปแล้วมี AR อยู่บนใบหน้าได้แล้ว ถือเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ และเพิ่มสีสันให้กับวงการการถ่ายรูปมากขึ้น และสามารถครีเอทคอนเทนต์ใหม่ๆ มาแชร์กับเพื่อนๆ ได้อีกมากมาย

เราจะเห็นได้ว่าพี่มาร์คแกพยายามผลักดันในเรื่องของ AR และ VR มาสักพักใหญ่ๆแล้ว หลังจากที่เข้าซื้อบริษัทสตาร์ทอัพที่เชี่ยวชาญทางด้านนี้โดยเฉพาะอย่าง Oculus การเปิดเกมรุกในตลาดของ AR และ VR นั้นค่อนข้างจะเป็นอะไรที่ยังใหม่อยู่ แม้จะมีหลายๆเจ้าทำออกมาก่อน แต่ถึงแม้ว่าเฟสบุ๊คจะเริ่มช้ากว่าแต่สิ่งนึงที่ทำให้เฟสบุ๊คได้เปรียบคือการเป็น Social Network ขนาดใหญ่ที่ทรงอิทธิพลและมีผลในการผลักดันทิศทางของเทคโนโลยีให้กับผู้ใช้งานมากที่สุดในโลกนั้นมีความได้เปรียบอยู่มากเมื่อเทียบกับผู้ผลิตแอพฯรายอื่นๆในท้องตลาด 

Facebook F8 Conference

และอีกหนึ่งเหตุผลที่คิดว่าพี่มาร์คแกเลือกที่จะพัฒนาเทคโนโลยี AR นั้นก็คือ สามารถใช้งานได้เลยทันทีและไม่ยุ่งยากมากเท่ากับ VR ที่ต้องมีอุปกรณ์เสริมเข้ามาช่วยในการใช้งาน ซึ่งทุกวันนี้ก็มีแอพฯ มากมายที่ใช้ระบบ AR ในการสร้างรูปภาพ อาทิเช่น แอพฯ Snow หรือแอพฯ Snapchat เป็นต้น การที่เฟสบุ๊คซุ่มพัฒนาเอฟเฟกต์กล้อง และมาเปิดตัวในช่วงนี้ก็น่าจะเป็นการวางเกมมาแล้วอย่างดีเพราะเป็นช่วงที่เหมาะเจาะในยุคที่เทคโนโลยี AR นี้กำลังเริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลายและขยายฐานผู้ใช้งานเพิ่มเป็นวงกว้างมากขึ้นแล้วนั่นเองทำให้เฟสบุ๊คไม่ต้องมานั่งอธิบายอะไรให้เสียเวลาว่ามันคืออะไร เปิดตัวมาแล้วคนก็เก็ทเลยอะไรประมาณนั้น

สำหรับแพลตฟอร์มกล้องที่พี่มาร์คแกเปิดตัวนี้ก็จะสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนคือ Frame Studio และ AR Studio ในส่วนของ Frame Studio เป็นตัวแก้ไข web-based ที่ช่วยให้ทุกคนที่มี Facebook สามารถสร้าง Effect ที่สามารถประดับประดารูปถ่ายและรูปโปรไฟล์มาใช้ได้เองหรือแบ่งปันให้เพื่อนด้วยก็ได้ โดยจะมีการใส่ชื่อของผู้สร้างผลงานอยู่ข้างกรอบทุกอัน และ Facebook ได้เผยแพร่หลักเกณฑ์เกี่ยวกับวิธีการสร้างเฟรมและเกณฑ์ที่ต้องใช้ร่วมกันแล้ว

กลับมาดูในฝั่งของ developer กันบ้างสำหรับการทำ AR Content ผ่านเฟสบุ๊คเนี่ย แอดถือว่าเป็นการเปิดโอกาสที่ดีให้กับ developer ในการสร้างชื่อเสียงเลยนะ เพราะทุกวันนี้ผู้คนทั่วโลกส่วนใหญ่ก็ใช้แอพฯเฟสบุ๊คกันอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นในการทำงาน หรือการใช้งานส่วนตัวจนกลายเป็นส่วนนึงของชีวิตที่ขาดไม่ได้กันไปแล้ว เช้าตื่นมาก็หยิบมือถือเชคเฟสกันกันละ (อันนี้แอดยอมรับเลยว่าแอดก็เป็นแบบนั้น) ฉะนั้นการพัฒนา AR จากแพลตฟอร์มของเฟสบุ๊คน่าจะเป็นการเริ่มต้นสร้างตัวตนของ developer ที่เวิร์คสุดๆ

ลองคิดกันดูเล่นๆนะในการจะพัฒนา AR แบบที่ว่าเริ่มต้นทำแอพฯ ของตัวเองมันค่อนข้างใช้เวลานาน และใช้กำลังเงินมหาศาลมากๆ กว่าคนจะรู้จักเราและยอมโหลดแอพฯ เรามาลงบนเครื่องเขาไม่ใช่ง่ายๆนะจ้ะ เพราะการจะโหลดแอพฯ สักแอพฯเนี่ยมันมีองค์ประกอบมากมายเลยทีเดียว ยิ่งถ้าหากมีแอพฯ เจ้าอื่นที่คล้ายๆกับเราและทำมาก่อนหน้าเราซึ่งดีอยู่แล้วอันนี้ก็แข่งกับเค้ายากเข้าไปอีก เว้นซะแต่ว่าแอพฯ ที่เราทำจะมีคอนเทนต์แบบโคตรดีจริงๆมานำเสนอ อันนั้นน่ะคนโหลดแน่นอน ยกตัวอย่างให้เห็นภาพก็น่าจะหนีไม่พ้นแอพฯ Pokemon Go ที่นำเอาเกมแนวแอดเวนเจอร์มาผสมผสานเข้ากับ AR ในแบบที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อนจึงทำให้ยอดดาวน์โหลดพุ่งกระฉูดทะลุฟ้าไป ซึ่งถ้าจะทำให้ได้แบบนั้นก็อาจจะต้องมีชื่อเสียงและใช้เงินในการทำโปรโมทสูงพอสมควรเลย

สุดท้ายนี้แอดก็คาดว่าในอนาคตเฟสบุ๊คน่าจะผลักดันให้มีการใช้ AR บนเฟสบุ๊คมากขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ และในบทความต่อไปเราจะมาพูดถึงในส่วนของ 3D Effect ที่อยู่ในเอฟเฟ็กต์กล้องตัวนี้กันอีกค่ะ ว่าจะเป็นยังไง และมีอะไรใหม่อีกบ้างมาให้ได้อ่านทำความเข้าใจกันนะคะ ยังไงก็อย่าลืมมาติดตามอ่านกันได้ค่ะ แอดจะพยายามหาข้อมูลมาให้ได้อ่านกันอีกแน่นอนค่าาา ^^

ที่มา Facebook for Developers, Nuttaputch

ร่วมแสดงความคิดเห็น

ความเห็น

To Top