
“มิเชล โอบามา” สตรีหมายเลขหนึ่งของโลก บทบาทเด่นของเธอนอกเหนือจากการมีรสนิยมการแต่งกายอันเลิศหรูไปจนถึงเซ็กซี่ของเธอ ก็ยังมีมากมาย อาทิ รณรงค์ให้คนอเมริกันปลูกผักสวนครัวแบบปลอดสารพิษให้ทานกันเองในครอบครัว และเธอกับลูกๆ เองก็ปลูกกันเต็มริมรั้วทำเนียบขาว
อย่างไรก็ดี โปรเจคล่าสุดของเธอดูไฮเทคขึ้นมากด้วยการเปิดตัวเว็บไซต์ประกวดแข่งขันแอปพลิเคชันบนไอโฟนชื่อว่า appsforhealthykids โดยตั้งใจจะดึงดูดเด็กๆ อเมริกันที่อายุระหว่าง 9-12 ขวบ เพื่อให้กินแต่อาหารที่ทำให้สุขภาพดีขึ้น และกระตุ้นให้ออกกำลังกาย เพื่อไม่ให้ร่างกายอ้วนตุ๊ต๊ะนั่นเอง
การประกวดนี้เป็นเพียงหนึ่งในงานของโครงการหลักที่ชื่อว่า “มาขยับตัวกันเถอะ! (Let’s Move!)” เพื่อกระตุ้นให้เด็กๆ และผู้ปกครองทั่วอเมริกาตระหนักถึงปัญหาน้ำหนักเกินในวัยเด็ก ซึ่งเป็นปัญหาต่อสุขภาพในอนาคต เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานและปัจจุบันเรื่องนี้ถือเป็นวาระระดับชาติไปแล้ว!
ตัวอย่างแอปพลิเคชันที่ช่วยให้เด็กๆ ออกกำลังกายก็มีมากมาย เช่น แอปตีกอล์ฟ โยนโบว์ลิ่ง ชู้ตบาส หรือแม้แต่การซิตอัพ ที่มีให้โหลดฟรีๆ เต็มแอปสโตร์
แต่คาดว่าการประกวดครั้งนี้น่าจะมีแอปน่าตาน่ารักๆ เล่นง่าย ๆ เหมาะสำหรับเด็กๆ โดยเฉพาะ
ผู้ชนะเลิศที่ออกแอปหรือเกมที่ช่วยกระตุ้นให้เด็กออกกำลังกายจะได้เงินรางวัลถึง 1,400,000 บาททีเดียว! ส่วนรางวัลอันดับสองจะให้แก่การออกแบบแอปที่ช่วยให้ผู้ปกครองทำอาหารที่ดีต่อสุขภาพลูกๆ แทน
คณะกรรมการตัดสินจะมาจากทั้งแอปเปิล และเจ้าหน้าที่กระทรวงการเกษตรแห่งอเมริกาด้วย
แหล่งข่าว 1 2

แพทย์ที่สวีเดนหายมึน เมื่อทราบว่ามีคนไข้กว่า 250,000 คนที่นี่เป็นโรคแพ้คลื่นวิทยุที่ปล่อยออกมาเมื่อมีสายโทรศัพท์เข้า หรือขณะกำลังโทรศัพท์ ซึ่งโรคนี้ได้ถูกเรียกอย่างเป็นทางการว่าโรค “อีเล็กโทร ไฮเปอร์เซ็นส์ซิทีวิตี้ (electro-hypersensitivity หรือ EHS)”
อาการที่บ่งบอกว่าเป็นโรคนี้ก็คือ การมึนหัว ปวดหัว วิงเวียน และหายใจลำบาก หัวใจเต้นไม่ปกติ ใจสั่น หรือถึงขั้นเป็นลม
อย่างไรก็ดี คลื่นรังสีแม่เหล็กไฟฟ้านี้ไม่ได้ปล่อยออกมาเฉพาะเวลาคุยโทรศัพท์ หรือมีสายเรียกเข้าเท่านั้น แต่เมื่อใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ด้วย เช่น คอมพิวเตอร์ ทีวี แบบใกล้ชิด และมากเกินไปด้วย
นอกจากนี้ จากข้อมูลของนิตยสาร Popular Science ก็ยังระบุอีกว่าโรค EHS นี้พบแค่ในประเทศสวีเดนเท่านั้น
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับผลวิจัยที่ระบุว่า “คลื่นรังสีของมือถือเป็นอันตรายต่อสุขภาพ” ได้ที่นี่
ผลการวิจัยยืนยัน! มือถืออันตราย ก่อมะเร็งได้แน่นอน
การวิจัยเรื่องผลกระทบของมือถือกับมะเร็งสมองอย่างเริ่มต้นขึ้นแล้ว!
แหล่งข่าว 1 2 3 4

หลายคนอาจจะไม่เคยสงสัยตัวเองที่ทุกเช้าตื่นมาต้องไอต้องจามอยู่เสมอๆ โดยไม่รู้เลยว่าอาการนี้เรียกว่า “ไซนัส”
ณ ห้องแลปของญี่ปุ่นที่เชี่ยวชาญด้านการใช้ริงโทนบำบัดโรค (Japan Ringing Tone Laboratory (JRTL) ก็ได้โชว์วิธีเด็ดสุดๆ ที่จะทำให้คนเป็นไซนัสจามได้ทันทีที่ต้องการ โดยไม่ต้องอึดอัดและทรมานอีกต่อไป ด้วยการใช้มือถือและริงโทนพิเศษ ซึ่งเรียกว่า “Haba Sukkiri Melody” ซึ่งริงโทนนี้ความถี่ของเพลงจะทำให้จมูกสั่นเป็นจังหวะ ช่วยกระตุ้นในการจามได้
และนอกจากริงโทนช่วยให้จามแล้ว ยังมีริงโทนอีกสารพัดแบบที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของเราๆ อาทิ ริงโทนช่วยให้นอนหลับสบาย ริงโทนไล่อีกา ริงโทนทำให้ผิดสวย เป็นต้น
แหล่งข่าว 1 2 3

ท่ามกลางเรื่องฮอตของ “เบอร์มรณะ” ที่ลือกันทั้งสื่อหลักสื่อรองในสังคมไทยดูเป็นเรื่องไร้สาระอย่างมากเมื่อเทียบกับภาวะฉุกเฉินที่เฮติ ที่สาวแคนนาดาสามารถรอดชีวิตมาได้จากการส่ง SMS ขอความช่วยเหลือจากสถานฑูต รวมถึงข่าวล่าสุดที่ที่ชายหนุ่มนักถ่ายทำสารคดีนามว่า “แดน วูลเลย์” ที่เข้าไปเฮติเพื่อถ่ายทำสารคดีเกี่ยวกับความยากจนของคนที่นี่ และเขาก็อยู่จนวันที่แผ่นดินไหว 7 ริกเตอร์ได้ก่อตั้งถล่มทั้งเมืองในพริบตาเดียว
โดยเขาสามารถช่วยเหลือตัวเองในการปฐมพยาบาลอาการบาดเจ็บเบื้องต้นของตนโดยอาศัยข้อมูลจากแอปพลิเคชันทางการแพทย์ในเครื่องไอโฟน นอกจากนี้ยังใช้ไอโฟนตั้งปลุกตัวเองทุก ๆ 20 นาทีเพื่อป้องกันการหมดสติของตัวเองด้วย ทำให้เวลากว่า 2 วันของเขากับสติและการเตรียมพร้อมล่วงหน้าตลอดเวลา ทำให้เขาสามารถรอดชีวิตมาได้ใต้ซากปรักหักพังด้วยฝีมือของหน่วยกู้ชีพชาวฝรั่งเศส
ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่าเทคโนโลยีมิใช่เรื่องเล่นสนุกไปวันๆ แต่กลับสามารถต่อชีวิตของเราได้อย่างคาดไม่ถึง
วันนี้จึงอยากแนะนำให้คุณได้รู้จักกับแอปพลิเคชันใหม่ของไอโฟนชื่อว่า ICE App
ที่มาของชื่อ ICE
“ICE” ย่อมาจากคำว่า “In Case of Emergency” คือชื่อที่คุณควรเม็มเอาไว้ในมือถือ ซึ่งเบอร์ของคุณ ICE จะเป็นเบอร์ใครก็ได้ที่คุณคิดว่าเขาจะสามารถช่วยคุณได้ในนาทีวิกฤต
เช่น เมื่อไปต่างประเทศเกิดอุบัติเหตุ เมื่อมีคนเข้ามาช่วยเหลือ หรือตำรวจต้องการติดต่อญาติของผู้ประสบเหตุ เขาจะหยิบมือถือของคนเจ็บขึ้นมา เพื่อหาชื่อ ICE ที่บันทึกไว้ และโทรไปติดต่อญาติผู้เจ็บต่อไป
วิธีในการติดต่อบุคคลในกรณีฉุกเฉินนี้ได้กลายเป็นหลักการสากลที่ใช้กันไปทั่วโลก แต่อย่าลืมว่าควรใส่รหัสประเทศนำหน้าด้วย จะได้โทรติดต่อได้ทันที
นั่นเป็นวิธีก่อนยุคไอโฟน แต่วันนี้ LegalZoom and Donate Life America คือ ผู้ใจดีทำมันออกมาในรูปแบบของแอปพลิเคชันบนไอโฟนที่จะใช้งานได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น และฟรี! กล่าวคือ [...]
หาข้อมูลเพิ่มได้ที่นี่

การส่ง SMS ระหว่างกันกลายเป็นช่องทางหลักที่คนมีปัญหาด้านการได้ยินใช้สื่อสารกันในยุคปัจจุบัน จนทำให้ค่ายมือถือในหลายประเทศออกโปรโมชันพิเศษสำหรับลดค่าส่ง SMS เพื่อผู้พิการโดยเฉพาะ แต่ก็เท่ากับว่าการสนทนาระหว่างผู้พิการจะต้องถูกจำกัดอยู่เฉพาะในรูปแบบของข้อความ
อย่างไรก็ดี นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์แนล อเมริกาได้ริเริ่มโครงการชื่อว่า “Mobile ASL” (American Sign Language) ซึ่งพัฒนาโปรแกรมบนมือถือให้มีความสามารถสนทนาแบบเห็นหน้าทั้งฝ่าย โดยที่จะต้องบีบอัดภาพวิดีโอให้มีการแสดงผลแบบเรียบไทม์และขนาดเล็กลง สำหรับใช้ในพื้นที่ที่ยังไม่มีระบบ 3G
หลายคนอาจจะสงสัยว่าเทคโนโลยี “Mobile ASL” จะแตกต่างอย่างไรจาก Video Call หรือ Video Conference ที่เราใช้กันอยู่ทั่วไป
คำตอบก็คือ เมื่อผู้พิการทางการได้ยิน ไม่สามารถได้ยินเสียงขณะที่ใช้ภาษามือสื่อสารกันแล้ว จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ภาพวิดีโอแสดงภาษามือถือที่ขยับไปมาอย่างรวดเร็วนั้นจะต้องถูกแสดงผลแบบเรียลไทม์และมีความละเอียดเฟรมภาพต่อวินาทีที่สูง เพื่อให้เห็นทุกการเคลื่อนไหวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะส่วนของใบหน้าและมือจะต้องชัดที่สุด (เท่าที่วิจัยพบก็คืออย่างน้อยสุดจะต้องเป็น 10 เฟรม/วินาที และในขนาดไฟล์ที่ไม่ใหญ่เกินไปนัก)
นอกจากนี้แล้ว ถ้าการสื่อสารผ่าน “Mobile ASL” ต้องทำการใช้งานผ่านเครือข่ายโมบายอินเทอร์เน็ตอยู่ตลอดโดยถ่ายทอดภาพแบบเรียลไทม์ ก็ย่อมจะทำให้เครื่องมือถือกินแบตเตอรี่มากกว่าการคุยผ่านเสียงเพียงอย่างเดียว
ดูวิดีโอสาธิตการใช้งาน “Mobile ASL” ที่นี่
เมื่อโครงการ “Mobile ASL” ได้ออกทีวี
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าโมบายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ย่อมนำโอกาสมาสู่ทุกคนอย่างทั่วถึงได้จริงๆ
แหล่งข่าว และที่นี่

Dynamics Controls บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านระบบไฟฟ้าของรถเข็นสำหรับผู้พิการ ได้เปิดตัวแอปพลิเคชันสำหรับควบคุมไอโฟนด้วยไอโฟน และไอพอด ทัช ซึ่งสามารถสั่งงานรถเข็นแบบไร้สายผ่านบลูทูธ และ ไว-ไฟ
นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ ‘chair doctor’ สำหรับวิเคราะห์อาการขัดข้องของรถเข็นเพื่อแจ้งกับผู้ใช้รถได้อีกด้วย และทุกครั้งที่เชื่อมต่อมือถือเข้ากับรถเข็น ก็สามารถชาร์จแบตจากไฟฟ้าของรถเข็นได้เลย
แอปพลิเคชันนี้ใช้ได้กับไอโฟน 3G, 3GS, ไอพอดทัช เวอร์ชัน 2.0 ขึ้นไป ซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดตัวแอปนี้ในเดือนเมษายนปีหน้า
นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ ‘chair doctor’ สำหรับวิเคราะห์อาการขัดข้องของรถเข็นเพื่อแจ้งกับผู้ใช้รถได้อีกด้วย และทุกครั้งที่เชื่อมต่อมือถือเข้ากับรถเข็น ก็สามารถชาร์จแบตจากไฟฟ้าของรถเข็นได้เลย
แอปพลิเคชันนี้ใช้ได้กับไอโฟน 3G, 3GS, ไอพอดทัช เวอร์ชัน 2.0 ขึ้นไป ซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดตัวแอปนี้ในเดือนเมษายนปีหน้า
แหล่งข่าว 1 2 3

ถึงตอนนี้ใครๆ ก็ยอมรับว่าไอโฟนเป็นมือถือและสิ่งมหัศจรรย์ในเครื่องๆ เดียว ทั้งกลายเป็นกุญแจรถ พวงมาลัยรถ ทั้งยังเป็นเครื่องมือช่วยชีวิต และอื่นๆ ได้อีกสารพัด นั่นก็เพราะความสามารถของตัวเครื่องจอสัมผัส และแอปพลิเคชันที่ติดตั้งภายในเครื่อง ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกโหลดกว่า 100,000 แอปฯทีเดียว
และสำหรับวงการแพทย์ก็ต้องอึ้งและทึ่งอีกครั้งเพราะไอโฟนสามารถกลายเป็นหูฟังของคุณหมอได้เพียงแค่ติดตั้งโปรแกรมและใส่อุปกรณ์เสริมไปเพียงหนึ่งชิ้น ซึ่งทั้งหมดที่ว่าคือบริการของ iStetho
iStetho เป็นตัวอแดปเตอร์เพื่อเชื่อมต่อการทำงานของไอโฟนเข้ากับหูฟังของคุณหมอ จากนั้นแอปพลิเคชันในเครื่องจะเป็นตัวประมวลผลอัตราการเต้นของหัวใจและแสดงเป็นเส้นกราฟเคลื่อนไหวทำให้ดูเข้าใจได้ง่าย
ฟังแล้วอาจจะงงๆ ว่ามันเป็นไปได้อย่างไร? คลิกดูวิดีโอด้านล่างได้เลย!
วิดีโอสาธิตการวัดอัตรการเต้นของหัวใจและแสดงผลบนไอโฟน
แหล่งข่าว 1 2

จากพาดหัวดูเหมือนจะเวอร์ แต่จากการที่ติดตามผู้ที่อยู่ในวงกา่รมือถือและแพทย์ไฮเทคก็รู้สึกได้ว่า แนวคิดการวิเคราะห์โรคจากการไอ ไม่ได้เป็นเรื่องที่โอเวอร์เกินจริงอีกต่อไป
โดยก่อนอื่น ในเครื่องมือถือต้องติดตั้งโปรแกรมวิเคราะห์การสั่นของเสียงเพื่อจะดูว่าการไอแต่ละครั้งนั้น น้ำเสียงความแรง จะสามารถบ่งบอกถึงอาการเจ็บป่วยแบบใดได้บ้าง ตั้งแต่ไข้หวัดธรรมดา ไปจนถึงโรคร้ายแรงอย่างปอดอักเสบ จากนั้นก็จะต้องมีการสร้างฐานข้อมูลโดยการเก็บเสียงไอของผู้คนทั้งชาย หญิง ต่างอายุ และ เงื่อนไขอื่นๆ จากนั้นเมื่อส่งเสียงไอใหม่เข้าไปก็จะทำการเปรียบและวิเคราะห์ผลออกมาได้อย่างรวดเร็ว
ซึ่งโครงการได้นี้รับเงินสนับสนุนจากมูลนิธิ เกสต์ และแมนเดลล่า เป็นเงิน 3.7 ล้านบาท ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อช่วยให้ผู้ที่อยู่ในชนบทห่างไกลสามารถตรวจโรคขั้นต้นด้วยตนเองได้ และถ้าหากรุนแรงก็สามารถส่งถึงมือแพทย์ได้อย่างทันท่วงที
เหตุผลที่นวัตกรรมทางการแพทย์สารพัดอย่างพุ่งเป้ามาที่การพัฒนานวัตกรรมทั้งหมดบนมือถือ และก็เป็นเหตุผลเดียวกับที่สื่อต่างๆ ชอบที่จะกลายพันธุ์มาอยู่ในมือถือด้วย เพราะเหตุผลง่ายๆ ที่ว่า คนมักจะพกมือถือติดตัวไปด้วย 24 ชั่วโมง และสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้นั่นเอง
แหล่งข่าว
November 17, 2009 | Posted in
Feature,
Mobile & Health |
Read More »

นี่อาจจะไม่ใช่ครั้งแรกที่คุณทราบว่า “มือถือ” สามารถกลายร่างเป็น “กล้องจุลทรรศน์” ได้ด้วย เพราะก่อนหน้านี้เราเคยแนะนำคุณให้รู้จักกับ CellScope – มือถือติดกล้่องจุลทรรศน์ ไปกันแล้ว
แต่ครั้งนี้พิเศษกว่า ด้วยการคิดค้นของ Aydogan Ozcan ผู้ช่วยศาสตรจารย์ด้ายวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอเนีย ภาควิชาระบบนาโน โดยเขาเขียนโปรแกรมซอฟต์แวร์ และดัดแปลงตัวอุปกรณ์ราคาไม่เกิน 350 บาท มาติดไว้ที่เครื่องมือถือ เพื่อให้กับกลายเป็นกล้่องจุลทรรศน์ขนาดพกพาที่มีราคาถูกมาก
เราอาจจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า การค้นพบเชื้อโรคโลหิตจาง วัณโรค มาลาเรีย ฯลฯ มีความจำเป็นที่จะต้องดูผ่านกล้องจุลทรรศน์ และตลอดเวลาที่เติบโตมา หลายๆ คนอาจจะเคยเห็นและได้จับกล้องจุลทรรศน์ก็เฉพาะตอนเข้าห้องแลปเมื่อเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เท่านั้น ซึ่งความรู้สึกก็คือ มันใหญ่ ดูไฮเทค และทำให้เราค้นพบอีกโลกของสิ่งมีชีวิตอณูเล็กๆ ได้
ภาพแสดงรูปของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ไ้ด้จากเครื่องจุลทรรศน์ฺดัดแปลงขนาดจิ๋วนี้
แต่เพราะการคิดค้น และพัฒนาของโลกเทคโนโลยี วันนี้ จึงทำให้เราสามารถใช้กล้องจุลทรรศน์ขนาดเล็กและราคาถูกได้ และตอนนี้อาจารย์ก็ได้ฤกษ์เปิดบริษัทชื่อว่า Microskia เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีนี้อย่างเป็นจริงเป็นจังแล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อหวังว่าจะทำนวัตกรรมนี้ไปเผยแพร่สำหรับการใช้ตรวจหาเชื้อโรคสำหรับแพทย์ในพื้นที่ห่างไกลโรงพยาบาลในประเทศโลกที่สามเป็นต้น
จุดเด่นของกล้่องจุลทรรศน์ขนาดพกพานี้ก็คือ การไม่ใช้เลนส์ แต่จะใช้ไดโอดปล่อยคลื่นแสงไปรบกวนเซลล์เพื่อให้แสดงรูปแบบภาพขึ้นมาเป็นภาพโฮโลแกรม แล้วก็ใช้กล้องของมือถือถ่ายภาพโฮโลแกรมนั้นเอาไว้ จากนั้นก็สามารถส่งภาพที่ถ่ายผ่าน MMS ให้กับสำนักงานหรือโรงบาลที่ห่างไกลออกไปได้ เพื่อวิเคราะห์การแพร่ระบาดของโรคได้ในที่สุด
แหล่งข่าว