| ถ้าเอ่ยถึงเรื่องกล้องดิจิตอลและเครื่องเล่นเพลงพกพา คงไม่มีใครไม่รู้จักชื่อเสียงของไซเบอร์ช็อต และวอล์คแมนอย่างแน่แท้ สำหรับผู้ใช้โดยทั่วไปที่ไม่ได้เป็นแอ็ดวานซ์ ยูสเซอร์ เมื่อพูดถึงการถ่ายภาพ จะต้องมีภาพของไซเบอร์ช็อตตราตรึงอยู่ในใจ เช่นเดียวกับการฟังเพลงที่จะต้องมีโลโก้ตัว W ฝังอยู่ในหัวสมองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เหล่านี้ขึ้น และใครจะสามารถสร้างความมหัศจรรย์ให้เกิดได้ ถ้าไม่ใช่ โซนี่
จั่วหัวมาซะหรูหราอลังการอย่างกับเขียนคอฟเวอร์ สตอรี่ อันที่จริงแล้วผมอยากให้ทุกท่านรู้ถึงเรื่องราวความเป็นมาของทั้งไซเบอร์ช็อตและวอล์คแมน รวมถึงการใช้งานโดยทั่วไป และความสุดยอดของมันเมื่อนำไปประกอบเข้ากับโทรศัพท์แต่ละรุ่นเท่านั้นแหละ
Chapter 1: Behind the Cyber-Shot Success
กล้องดิจิตอลที่เรียกตัวเองว่าเป็น ไซเบอร์ช็อต ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1996 และใช้ชื่อรุ่นว่า DCS-F1 กล้องตัวนี้สามารถถ่ายภาพได้ที่ความละเอียดเพียง 3 แสนพิกเซล หรือเทียบเท่ากล้องในโทรศัพท์มือถือรุ่นต่ำๆ เท่านั้น ทว่ามันก็ยังมีแฟลช มีเลนส์ที่หมุนไปมาได้
แน่นอนว่า กล้องดิจิตอล เริ่มได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น มีกล้องกว่า 40 ล้านตัวที่ถูกผลิตในประเทศญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 2003 และยังคงเติบโตไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนสื่อในประเทศต่างพูดถึงกล้องประเภทนี้ว่าเป็น ขุมสมบัติดิจิตอล เช่นเดียวกับเครื่องบันทึกดีวีดีและทีวีแบบไวด์สกรีน
โซนี่มีปรัชญาในการสร้างกล้องดิจิตอลสมัยนั้นว่า One and Only ซึ่ งมีส่วนประกอบที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ Owning (การเป็นเจ้าของ) คือ การที่ผู้ใช้ได้รับความพึงพอใจในการเป็นเจ้าของ หรือการได้ถือไซเบอร์ช็อตไว้ในมือ เรียกว่าถือแล้วโก้ว่างั้นเหอะ อันถัดมาคือ Shooting (การถ่ายภาพ) เป็นเรื่องความง่ายดายในการถ่ายภาพ แค่หยิบขึ้นมา พอเปิดแล้วยิงหรือถ่ายได้ทันที
และสุดท้าย Viewing (การดูภาพ) คือ การได้รับความสุขจากการชมภาพถ่ายที่มีคุณภาพสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่สามารถเห็นภาพได้จากจอมอนิเตอร์ขนาดเล็กที่ตัวกล้องเลย และเมื่อนำคอนเซ็ปต์ทั้งสามมารวมกัน เราจึงได้เห็นหน้าตาของ DCS-P1 นี่แหละ
ถึงแม้ว่าคู่แข่งจะเติบโตขึ้นมามากมาย แต่โซนี่ยังมีเป้าหมายที่น่าท้าทายว่า จะต้องทำกล้องไซเบอร์ช็อตแบบวันทัช กล่าวคือ กล้องที่ผลิตออกมาจะต้องใช้งาน หรือสั่งงานได้ง่ายจากปุ่มเดียว ในขณะเดียวกันก็ให้คุณภาพของรูปถ่ายในระดับมืออาชีพอีกด้วย
ในปี ค.ศ. 1994 ผลพวงจากการศึกษาและวิจัยชิปในการประมวลผลสำหรับภาพนิ่งที่ชื่อ LSIs (Large Scale Integration chips) ก็คือ การได้หัวใจของกล้องดิจิตอลขึ้นมา และนั่นก็คือส่วนสำคัญในตัวของ DCS-F1 นั่นเอง
ไม่เพียงแต่จะผลิตกล้องเท่านั้น แต่โซนี่ต้องการที่จะสร้าง โลกแห่งการถ่ายภาพนิ่งโดยสมบูรณ์ เลยทีเดียว นั่นก็หมายความว่าจะต้องมีดีไซน์ที่แปลกใหม่ ฟีเจอร์ที่เป็นเอกลักษณ์และโดดเด่น รวมถึงการสร้างฟังก์ชั่นใหม่ๆ ให้กับกล้องตัวดิจิตอลตัวแรกของโซนี่เองด้วย
The Cyber-Shot Origin: Sony DCS-F1
- CCD ความละเอียด 3 แสนพิกเซล
- เลนส์เทียบเท่ากล้อง 35 ม.ม.
- รูรับแสงกว้างสุดที่ F2.0
- ใช้หน่วยความจำภายในในการเก็บภาพ
- ISO 100
|
กว่าจะคิดชื่อ ไซเบอร์ช็อต ได้ ทีมงานต้องปวดหัวคิดกันหลายวันหลายคืน เพราะไม่อยากได้แค่ชื่อสำหรับกล้องใหม่เท่านั้น แต่มองไปถึงว่าการเป็นกล้องสไตล์ใหม่ จนท้ายที่สุดแล้วก็ได้ชื่อนี้มา
ในด้านการดีไซน์ โซนี่ได้แยกทีมสำหรับไซเบอร์ช็อตออกจากแฮนดิแคมเมื่อปี 2003 เพื่อให้การออกแบบดูเป็นเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้จาก พี ซีรี่ยส์ ที่เป็นรูปแบบแท่งๆ เอฟ ซีรี่ยส์ที่เลนส์จะหมุนได้ และ ที ซีรี่ยส์ เน้นในเรื่องความบางเฉียบของกล้อง
Chapter 2: Touch the Cyber-Shot Characteristics
หลังจากที่ได้รู้เบื้องหลังเล็กๆ น้อยๆ ของไซเบอร์ช็อตรุ่นต้นตระกูลของโซนี่ไปแล้ว เรามาดูว่าลักษณะภายนอกของไซเบอร์ช็อต โฟนจะมีอะไรพิเศษกว่าโทรศัพท์มือถือทั่วไปที่มีกล้องติดตัวบ้าง ถ้าเราลองหลับตานึกภาพของกล้องดิจิตอลตัวนึง เราจะเห็นอะไรบ้าง ชัตเตอร์ เลนส์คุณภาพดี แฟลช ช่องเสียบเมมโมรี่ การ์ด ปุ่มซูม ปุ่มสั่งงาน ช่องมองภาพที่เป็นแอลซีดี ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนปรากฏให้เห็นในโทรศัพท์ของโซนี่ อีริคสันเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวเราลองไล่ดูไปทีละอันแล้วกัน
1. เลนส์กล้อง ตัวอย่างเช่น K880i หรือ K790i จะมีระบุไว้ที่หน้าเลนส์ว่า F=5.2mm 1:2.8 ตัวเลขชุดแรกจะบอกถึงช่วงเลนส์ที่มีความกว้างมากที่สุด (ไวด์) ยิ่งตัวเลขน้อยเท่าไหร่ กล้องเราจะสามารถเก็บภาพได้กว้างที่สุดเท่านั้น ถ้าเคยเห็นโฆษณากล้องของพานา ที่พ่อแม่เอาไปถ่ายภาพงานกีฬาของลูกน่าจะพอนึกภาพออก ส่วนตัวเลขชุดหลังเป็นการบอกค่า F หรือค่ารูรับแสงของเลนส์ ใครที่เล่นกล้องจำพวก DSLR น่าจะมีความรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว เสียดายอย่างเดียวที่ไซเบอร์ช็อต โฟนไม่ได้ใช้เลนส์ของคาร์ล ไซสส์ เหมือนกับกล้องจริงของตัวเอง ไม่งั้นคงจะได้อารมณ์สุดยอดกว่านี้
2. ชัตเตอร์ จนป่านนี้บางคนก็ยังสงสัยว่าทำไมชัตเตอร์ต้องมีสองจังหวะ ชัตเตอร์แบบนี้ไม่เพียงแต่เอาไว้ล็อคโฟกัสเท่านั้น แต่มันยังช่วยล็อคค่าแสงเมื่อเรากดลงไปครึ่งหนึ่งด้วย กล้องมือถือบางรุ่นไม่ได้สนใจตรงจุดนี้ ทำชัตเตอร์ออกมาแบบกดทีเดียวถ่าย ทั้งที่มีระบบออโต้ โฟกัสอยู่ในตัว ระบบโฟกัสของไซเบอร์ช็อต โฟนจะเลือกโฟกัสที่วัตถุตรงกลางภาพเท่านั้น ยังไม่มีโฟกัสหลายจุดเหมือนในกล้องจริง แต่ในอนาคตก็ไม่แน่
3. แฟลชซีน่อน ผมเองก็เคยด่ารถบางรุ่นที่ใช้ไฟหน้าแบบซีน่อน เพราะเวลาขับนำหน้าทีไร มันแยงตาเราทุกที ขณะเดียวกัน หลอดไฟแบบนี้กลับมีประโยชน์ในกล้องติดมือถือแฮะ โซนี่ อีริคสันเป็นแบรนด์เดียวในตลาดตอนนี้ที่ใช้แฟลชแบบซีน่อน จึงทำให้การถ่ายภาพในเวลากลางคืนไม่เป็นปัญหาเหมือนเมื่อก่อน จากการทดสอบเรื่องกล้อง จะเห็นได้เลยว่าถ้าไม่หลบมุมดีๆ แสงแฟลชที่สะท้อนวัตถุมักจะติดมาที่ภาพเป็นประจำ นี่แสดงให้เห็นประสิทธิภาพของหลอดแบบนี้ อย่างไรก็ดี ใกล้กับแฟลชนี่เองยังมีไฟที่ใช้สำหรับลบตาแดง ซึ่งจะเป็นไฟนำก่อนที่แฟลชจริงและชัตเตอร์จะปิด ทำให้ไม่เกิดจุดสีแดงบนตาของนายแบบและนางแบบ (บางคนแถวนี้กระซิบว่า ตาแดงก็หยอดตาดิ 55)
4. ปุ่มซูมและปุ่มสั่งงาน แม้แต่ปุ่มปรับเสียงก็ยังนำมาประยุกต์ใช้เป็นปุ่มซูมในโหมดการถ่ายภาพได้ แต่นั่นก็เป็นเพียงเรื่องปกติที่ใครเขาทำกัน เอสอีเลยกำหนดให้ปุ่มตัวเลขเป็นปุ่มลัดสำหรับสั่งงานในโหมดถ่ายรูปด้วยเลย ตัวอย่างเช่น ใน K810i จะมีสัญลักษณ์พิเศษที่ติดขึ้นมาพร้อมแบ็คไลท์ เพื่อบอกว่าตัวเลขไหนกดแล้วเป็นอะไร รวมถึงปุ่มฮาร์ดคีย์ที่อยู่แถวลำโพงสนทนา จุดนี้สร้างความสะดวกให้ผู้ใช้ได้ไม่น้อยเลย
5. ฟังก์ชั่นอื่นๆ นี่ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ ที่ผมยังไม่ได้พูดถึงอีกเยอะเลยนะ อย่างเช่น ระยะโฟกัสที่ไซเบอร์ช็อต โฟนอย่าง K790i ทำการได้จะอยู่ที่ 6 40 ซ.ม. ระยะที่สองตั้งแต่ 40 100 ซ.ม. และระยะสุดท้ายตั้งแต่ 1 เมตรเป็นต้นไปจนถึงระยะอนันต์ นอกจากนี้ สุดยอดมือถือติดกล้องพวกนี้ยังมีฟังก์ชั่นแบบเดียวกับกล้องจริงอีกมากมาย อาทิเช่น การปรับซีนถ่ายภาพสำหรับมือใหม่ การถ่ายพาโนรามา การปรับโหมดวัดแสงแบบสป็อตกลางภาพ เบสต์ฟู้ด เอ้ย เบสต์พิกต์ที่ให้เราเลือกภาพที่ดีที่สุดจากการถ่าย 9 ช็อต หรือจะเป็นพวกอิมเมจ สตาบิไลเซอร์ ก็จะช่วยให้รูปถ่ายดูนิ่งกว่าเดิม
ด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้ไซเบอร์ช็อตมีความสุดยอดในตัวมันเอง เมื่อเทคโนโลยีด้านการถ่ายภาพจากโซนี่ได้ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นโนว ฮาว (Know how) สำหรับเอสอี ความก้าวหน้าของโทรศัพท์มือถือก็เพิ่มมากขึ้น ผมเชื่อว่าไม่ได้เป็นเหตุผลทางการตลาดอย่างเดียวแน่ที่โซนี่นำเอาคำว่าไซเบอร์ช็อตมาใส่ในโทรศัพท์ยี่ห้อของตนเอง ถ้าใครยังไม่เคยสัมผัสประสบการณ์อันน่าทึ่งในการเก็บภาพประทับใจ ก็น่าจะลองกับ เค ซีรี่ยส์ ตัวล่าสุดซักตั้งนะ
Chapter 3: Dig the Walkman up
เมื่อกี๊เราได้ดูเกร็ดเล็กๆ จากไซเบอร์ช็อตไปแล้วว่ากำเนิดมาจากอะไร มีใครเป็นหัวหน้าตระกูล คราวนี้เรามาร่วมกันขุดข้อมูลของวอล์คแมนของค่ายโซนี่บ้าง แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แต่ต่างก็เป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ว่ากันตามตรง วอล์คแมนน่าจะโด่งดังกว่าไซเบอร์ช็อตเสียด้วยซ้ำ เท้าความไปตอนยังเป็นวัยละอ่อน ทุกคนน่าจะรู้จักวอล์คแมนกันเป็นอย่างดี ทั้งที่รู้กันอยู่ว่าเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ตอันเล็กๆ ที่พกไปไหนมาไหนได้ มันคือ ซาวนด์อะเบ๊าท์ ก็ยังอุตริเรียกกันว่าวอล์คแมน เหมือนเรียกผงซักฟอกว่าแฟ้บนั่นแหละ แน่นอนว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ผู้ใช้เรียกได้ติดปากขนาดนี้ และโซนี่ก็ทำให้ดูอีกครั้งหนึ่ง
ด้วยความ อยากที่จะฟังดนตรีโอเปร่าระหว่างทริปบนเครื่อง
บินโมริตะ ประธานร่วมของโซนี่จึงให้วิศวกรของบริษัททำ การผลิตเครื่องเล่นเพลงที่พกพาไปไหนต่อไหนได้ขึ้น เดิมที แกไม่ค่อยชอบชื่อของวอล์คแมนด้วยซ้ำ แต่เนื่องด้วยว่าในปี 1979 โซนี่ได้ทำการโปรโมตแบรนด์วอล์คแมนออกไปเรียบ ร้อย การเปลี่ยนชื่อจึงดูวุ่นวายเกินไป แถมเสียเงินเยอะ อีกต่างหาก ก็ต้องปล่อยให้เลยตามเลย
เครื่องหมายการค้าของโซนี่ นอกจากจะมีวอล์คแมน แล้ว ยังมีเพรสแมน (Pressman) ที่เป็นเครื่องอัดเสียง วอทช์แมน (Watchman) สกู๊ปแมน (Scoopman) ดิสก์แมน (Discman) ที่เป็นเครื่องเล่นซีดี และทอล์คแมน (Talkman) ทั้งหมดนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ต่างกันออกไปตามการใช้งาน แต่ก็ยังเป็นอุปกรณ์ที่ให้ความบันเทิงเหมือนๆ กัน
วอล์คแมนตัวแรก TPS-L2 ไม่ได้มีฟังก์ชั่นสำหรับการบันทึกเหมือนกับเครื่องอัดเสียงทั่วไป ในขณะที่เพรสแมน ต้นตำรับของเครื่องเล่นและเครื่องอัดจะมีปุ่มอัดเสียงแยกออกมาต่างหาก วอล์คแมนกลับมีแจ็คสำหรับเสียบหูฟังได้สองอัน สำหรับฟังได้สองคน แถมมีปุ่มที่เรียกว่า ฮอตไลน์ พอกดแล้วเราก็สามารถคุยกับคนอื่นได้ เพราะเสียงจะเบาลงโดยที่เราไม่ต้องหยุดเทปด้วยปุ่มพอส (Pause)
ไม่เพียงแต่เครื่องเล่นเพลงเท่านั้นที่ได้รับความนิยม โซนี่ยังทำเฮดโฟนขนาดเล็กที่มีน้ำหนักเพียง
50 กรัมออกมาขายควบคู่กันไปด้วย ผู้บริโภคถูกใจซื้อกันใหญ่ เพราะในขณะนั้นเฮดโฟน ขนาดใหญ่ (Full size) หนักตั้ง 300 400 กรัม
สื่อสมัยนั้นเยาะเย้ยเอาไว้เลยว่า อล์คแมนไม่มีทางดังได้แน่ เพราะไม่มีปุ่มอัดเสียง หรือแม้แต่เครื่องอัดเสียงที่เป็นเทปรุ่นดังๆ ยังขายได้น้อยกว่า 15,000 เครื่องอีก แต่โซนี่ฉีกกระแสอันนั้นทิ้ง ด้วยการผลิตวอล์คแมนตัวแรกถึง 30,000 เครื่อง ไม่น่าเชื่อว่าอีกสิบปีต่อมา โซนี่ขายวอล์คแมนได้ 50 ล้านเครื่อง และในปี 1995 ยอดกลายเป็น 150 ล้านเครื่อง มีจำนวนรุ่นมากกว่า 300 รุ่นด้วยกัน นอกจากนี้ วอล์คแมนยังโด่งดังจนอ็อกซ์ฟอร์ดต้องบัญญัติศัพท์ลงไปในดิกชันนารี ของตนเองว่าเป็นเครื่องเล่นเทปชนิดหนึ่ง
ต่อมาเราก็ได้เห็นวอล์คแมนในรูปแบบต่างๆ มากมาย ไล่มาตั้งแต่ซีดี เพลเยอร์ มินิดิสก์ เพลเยอร์ ที่ใช้สื่อเป็นดิกส์ขนาดเล็กของโซนี่เอง แต่ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จนในปัจจุบันวอล์คแมนไปรวมตัวอยู่กับโทรศัพท์มือถือเรียบร้อย
เมื่อครั้งนั้นโซนี่ได้มาเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของคนทั้งโลกให้สามารถ
ฟังเพลงได้ทุกหนทุกแห่ง มาบัดนี้ กลายเป็นไอพอด ผลิกโฉมอีกครั้ง ด้วยการฟังเพลงจากไฟล์ดิจิตอลที่หลากหลาย ไม่ต้องฟังผ่านสื่ออนาล็อกขนาดเล็กอย่างเทป ที่มีข้อจำกัดในการเก็บเพลงได้เพียงน้อยนิด แต่กลับใช้ฮาร์ดดิสก์และแฟลช เมมโมรี่เข้ามาเติมเต็มแทน เชื่อว่าอีกหน่อยคงได้เห็นใครออกมาปั่นปวนวงการอีกแน่นอน
Walkman TPS-L2 Facts
- ปุ่มปรับเสียงแบบตัวสไลด์ด้านข้าง
- ช่องเสียบแจ็คหูฟังสองช่อง
- ปุ่มฮอตไลน์เพื่อเบาเสียงและสนทนา
- ระบบเสียงดอลบี้ เอ็นอาร์
|
 |
Chapter 4: Feel the Walkman Styles
เป็นเรื่องจริงที่ว่าเดี๋ยวนี้วอล์คแมนไม่โด่งดังเหมือนเมื่อก่อน เนื่องด้วยมีคู่แข่งที่พัฒนาตัวเองให้ยอดเยี่ยมขึ้น คอยแย่งส่วนแบ่งของโซนี่อยู่เรื่อยๆ ดังจะเห็นได้ว่ามียี่ห้อ แอปเปิ้ล ไอพอด ครีเอทีฟ ไอริเวอร์ ซัมซุง โควอน หรือแม้แต่เครื่องเล่นเพลงจากจีนอย่างเมย์ซูเข้ามาตีตลาดอีกทางหนึ่งด้วย กระนั้นก็ดี เรายังเชื่อใจในชื่อชั้นของวอล์คแมนได้เมื่อมันตีตราอยู่บนโทรศัพท์มือถือ ถ้างั้นเรามาดูฟังก์ชั่นที่เรารู้กันอยู่แล้วอีกทีละกัน
1. ปุ่มควบคุมเพลง ด้วยความที่เป็นวอล์คแมน โฟน ปุ่มต่างๆ บนแผงจึงเอื้อต่อการควบคุมเครื่องเล่นเพลงเป็นอย่างมาก แม้ว่าเราจะเห็นโทรศัพท์โออีเอ็มหลายตัวพยายามที่จะเลียนแบบ ทว่าก็ยังไม่สะดวกเท่า ลองเทียบกับเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาทั่วไปดูได้ เราจะกดปุ่มเพียงเพื่อเปิดเครื่อง จากนั้นก็เพลย์ เราก็จะได้ฟังเพลงโปรดในเมมโมรี่ที่เตรียมไว้แล้ว อ้อ แล้วอย่าลืมว่ามันมีปุ่มเล่นเร็ว เล่นถอยหลัง หรือเปลี่ยนเพลงอีกด้วยนะ ทั้งหมดนี้วอล์คแมน โฟนอย่าง W880i หรือ W610i ไม่ได้แตกต่างออกไปเลย ความสะดวกตรงนี้แหละที่ผู้ใช้ต้องการ
2. การโอนไฟล์ ดังที่จะเห็นในมือถือที่เป็นซีรี่ยส์ ดับเบิ้ลยู ว่าสามารถโอนไฟล์แบบมาส สตอเรจได้แต่ไหนแต่ไร ลองคิดดูว่าถ้าผู้ใช้ต้องโอนผ่านโปรแกรมนู้นนี้ ต้องลงไดรเวอร์อีกต่างหาก มันจะน่ารำคาญแค่ไหน นี่เพียงเสียบสายเข้ากับเครื่องและพีซี เราก็สามารถลากไฟล์ใส่ลงเมมโมรี่สติ๊กได้ทันทีหรือจะใช้การโอนไฟล์ผ่านการ์ด รีดเดอร์เป็นอีกทางเลือกหนึ่งก็ได้
3. การแสดงผล จุดนี้เองที่วอล์คแมนเวอร์ชั่นใหม่มีความหลากหลายมาก ที่หน้าแรกของเครื่องเล่น คุณจะเห็นทั้งภาพอัลบั้ม (Album art) ในกรณีที่ใส่ไว้ ทำให้ได้อารมณ์ของการฟังดิสก์แมนไปอีกแบบ แถมยังช่วยให้ค้นหาเพลงได้ง่ายขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ หากเรามีการแปลงไอดี แท็กมาอย่างถูกต้อง เครื่องยังจะสามารถอ่านไฟล์ภาษาไทยออกอย่างสมบูรณ์ แม้แต่เครื่องเล่นเพลงพกพาส่วนใหญยังทำไม่ได้เลย ไอพอด นาโน เจนเนอเรชั่นที่สองงี้ ไอริเวอร์นี่ก็นับรุ่นที่รองรับภาษาไทยได้เลย และสุดท้ายคือเรื่องการแบ่งหมวดเพลงตามไอดี แท็กอีกครั้ง จุดนี้เองทำได้ดีเยี่ยม ใครไม่เคยลองเก็บเพลงในเครื่องเป็นร้อย คงนึกไม่ออกหรอก
 |
4. การรองรับไฟล์เพลง นักฟังเพลงตัวยงมักจะมีไฟล์เพลงเก็บเอาไว้หลายประเภท วอล์คแมนจึงต้องโจทย์ตรงนี้ให้ครบถ้วน ถ้าลองเข้าไปดูในเว็บผู้พัฒนาของเอสอี จะเห็นได้ชัดเจนว่า วอล์คแมน โฟนตัวล่าสุดเล่นไฟล์เพลงได้เยอะมาก อาทิเช่น AAC AAC+ eAAC+ ที่ริปมาจากไอทูนส์ รวมไปถึง MP3 เจ้าเก่า AMR ที่ได้จากการอัดเสียง WAV ที่ให้คุณภาพอันยอดเยี่ยม รวมไปถึง WMA ของไมโครซอฟต์ และ RM จากเรียล เรียกว่าเกือบจะครอบคลุมไฟล์เพลงทุกชนิดแล้ว ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องแปลงไฟล์อีกต่อไป
 |
5. อแด็ปเตอร์แปลงหูฟัง โดยมาตรฐานแล้ว โทรศัพท์มักจะมีแจ็คเสียบหูฟังที่เป็นแบบเฉพาะของค่ายตัวเอง ทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถหาหูฟังดีๆ มาเสียบแทนของที่แถมมาได้ เรื่องคุณภาพจึงยังเป็นเรื่องที่น่าสงสัย แต่กับวอล์คแมน โฟนนั้นจะมีแจ็คที่เอาไว้แปลงเป็นรูเสียบขนาด 3.5 ม.ม. พอดี อันที่จริงถ้าคุณไม่ซีเรียสกับหูฟังจนเกินไป ส่วนที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานมากับเครื่องก็ดีพอสำหรับการใช้งานแล้ว กระนั้นเอง หากเป็นรุ่นที่สูงหน่อยจะมีรีโมตติดมาที่กลางสายอีกด้วย อ้อ อย่าลืมด้วยนะว่า เอสอีรุ่นเหล่านี้จะมีโพรไฟล์สำหรับหูฟังบลูทูธแบบสเตอริโอติดอยู่ด้วย สำหรับพวกที่ไม่ชอบเส้นสาย ก็มักจะพึ่ง HBH-DS970 อยู่เป็นประจำ
6. ฟังก์ชั่นอื่นๆ ยังมีฟังก์ชั่นอีกหลายอันที่ผมไม่เคยได้ลองใช้ อาทิเช่น แทร็กไอดี หรืออาร์ดีเอสที่มากับวิทยุทั้งคู่ เชื่อได้ว่าลูกเล่นทั้งสองอันจะมีประโยชน์มากถ้าประเทศไทยมีผู้ให้บริการ หรือมีเซิร์ฟเวอร์รองรับ แต่กระนั้นเอง เมืองไทยยังปราบเรื่องลิขสิทธิ์เพลงไม่ได้เลย แทร็คไอดีกับเพลย์นาวคงจะไม่มีประโยชน์สักเท่าไหร่
เรื่องที่ผมเอามาเขียนในวันนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย หลายคนน่าจะรู้กันหมดแล้วด้วยซ้ำ จุดประสงค์ของสกู๊ปนี้คือ ผมอยากให้ทุกท่านเห็นความสำเร็จของเครื่องหมายการค้า ไซเบอร์ช็อต และ วอล์คแมน ว่ามันพัฒนามาได้อย่างไร และเมื่ออยู่ในโทรศัพท์แล้วมันทำงานอย่างไรบ้าง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านผู้อ่านจะไม่ได้ประโยชน์จากความรู้เกี่ยวกับโทรศัพท์เพียงอย่างเดียว แต่น่าจะได้ไอเดียสำหรับการคิดค้นผลิตภัณฑ์ หรือการทำการตลาดให้ประสบความสำเร็จแบบโซนี่ได้บ้าง แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้าครับ
|