Nokia E51 - โนเกีย
ล่าสุดเอ็มเอฟเอประกาศออกมาแล้วว่า E51 มีค่าตัวอยู่ที่ 11,500 บาท เมื่อเทียบกับความสามารถบวกการประกอบแล้วต้องบอกว่า ซีรี่ยส์ อี ตัวล่าสุดนี้มีความคุ้มค่าสูงมาก เล่นเอาผมเขวไปเหมือนกัน ทีแรกไม่นึกว่าราคาจะอยู่เท่านี้ ไม่เชื่อลองไปดู E65 ตอนเปิดตัวครั้งแรกสิ ความสามารถไม่ได้แตกต่างกันเลย วัสดุก็งั้นๆ แต่ดันแพงกว่ารุ่นที่เรากำลังจะได้ดูพรีวิวไปซะได้
สัดส่วนภายนอก
ด้านหน้ามีปุ่มพิเศษสำหรับการใช้งานของนักธุรกิจโดยเฉพาะ อย่างเช่น ปุ่มปฏิทิน สมุดโทรศัพท์ และจดหมาย เมื่อกดปุ่มเหล่านี้ค้างเอาไว้ จะเป็นการสร้างนัดหมายใหม่ เพิ่มรายชื่อ และเขียนข้อความเพื่อส่งออกเรียงตามลำดับ ถ้ากดทีเดียวจะเป็นการลัดเข้าสู่เมนูตามปุ่มนั่นแหละ ส่วนปุ่มบ้าน (Home) นั่นใช้แทนปุ่มเมนูของซิมเบียนเดิม ไม่มีอะไรผิดแผกไป อ้อ ปุ่มดอกจันยังกดค้างเพื่อเปิดปิดบลูทูธได้ด้วยนะ
รูข้างๆ รูหูฟังสำหรับสนทนาจะมีเซ็นเซอร์และหลอดแอลอีดีสีขาวอยู่ เซ็นเซอร์ยังคงใช้ปรับและเปิดปิดไฟแบ็คไลท์เหมือนกับทุกรุ่นที่ผ่านมา ส่วนหลอดไฟนั่นใช้เตือนสายที่ไม่ได้รับ และข้อความใหม่ ไม่ว่าจะเอสเอ็มเอส เอ็มเอ็มเอส หรืออีเมล์ ส่วนปุ่มเปิดปิดจะแยกออกไปต่างหากอยู่บนหัวซึ่งทำงานเหมือนเดิม
ผมแปลกใจที่ E51 ยังใช้มินิยูเอสบีสำหรับการเชื่อมต่อด้วยสายดาต้า แต่มองอีกมุมมันก็สะดวกดี เพราะคนยังใช้พอร์ตอันนี้กันเยอะ นอกจากนี้ ส่วนล่างของเครื่องยังมีรูเสียบหูฟัง 2.5 ม.ม. และรูเสียบสายชาร์จตามปกติ ย้อนมาที่ด้านซ้ายจะมีปุ่มสำหรับอัดเสียง ด้านขวาเป็นปุ่มปรับระดับเสียง พร้อมกับปุ่มสำหรับกดปิดไมโครโฟนยามที่ใช้สายอยู่ พลิกมาด้านหลังจะมีเลนส์กล้องและลำโพงตัวเดียวโดดๆ ส่วนใครที่หาช่องเสียบการ์ดอยู่ หายังไงก็ไม่เจอ เพราะเราต้องแกะฝาครอบแบตที่เป็นโลหะออกก่อนแต่ไม่ต้องแกะแบต และนอกจากฝาหลังที่เป็นสเตนเลส สตีลแล้ว กรอบด้านหน้ายังเป็นโลหะชนิดเดียวกันนี้ด้วยนะ
ชำแหละเครื่องใน
ถ้าใครเคยได้เล่น 6120 คลาสสิก แล้วสัมผัสได้ถึงความไวของมัน คุณจะได้พบกับความรู้สึกนั้นอีกครั้ง เนื่องจาก E51 ใช้ซีพียูความเร็วเท่ากันที่ 369 เมกะเฮิร์ตซ์ ถือว่าเป็นรุ่นที่มีสปีดจัดจ้านที่สุดเทียบเท่า ซีรี่ยส์ 6 ตัวนั้นกับ N76 จะบอกให้ว่าเร็วกว่าตัวท็อปอย่าง N95 และ E90 ด้วยซ้ำ
ถึงราคาจะอยู่ในระดับหมื่นต้น ความสามารถไม่ได้ลดหลั่นไปซักเท่าไหร่เลย ผมขอพูดจุดด้อยของมันซักนิดก่อนแล้วค่อยตบด้วยข้อได้เปรียบของมันแล้วกัน อย่างแรกคือ จอของ E51 ดูแล้วเล็กไปหน่อย ความกว้างเมื่อวัดจากมุมหนึ่งมายังอีกมุมหนึ่งแล้วเท่ากับ 2 นิ้วเท่านั้น แต่เรโซลูชั่นยังละเอียดยิบเหมือนเดิม อีกประการคือกล้องไม่มีออโต้ โฟกัส แต่ขืนใส่มาให้ที่ราคาเท่านี้คงหักหน้ามือถือซีรี่ยส์ เอ็นอีกหลายตัวเลยล่ะ
ความสุดยอดของมันมีอยู่ว่า การเชื่อมต่อมีให้ครบทุกทางเลยทีเดียว ทั้งไวไฟสองมาตรฐาน บลูทูธ อินฟราเรด เอดจ์ ดับเบิ้ลยูซีดีเอ็มเอ และสายดาต้าผ่านมินิยูเอสบี ไม่ว่าจะติดต่อสื่อสารทางใดก็ไม่ติดขัด เหมาะสำหรับนักธุรกิจอย่างแท้จริง ด้วยเหตุที่มันรองรับไวร์เลสแลน เราจึงสามารถคุยผ่านโปรแกรมวีโอไอพีทั้งหลายได้ หรือจะเอาแอ็คเค้านท์เอสไอพี (SIP) มาใส่เพื่อโทรออกต่างประเทศแบบถูกสุดๆ ก็ไม่มีใครห้าม
แบตตัวใหม่ของ E51 เป็นรุ่น BP-6MT ซึ่งมีความจุสูง 1,050 มิลลิแอมป์ ทำให้เราอุ่นใจได้ว่าแบตจะไม่หมดกลางวัน (แต่หมดกลางคืนแทน เย้ยย) เหตุผลนี้เองทำให้มันรองรับการทำงานของไวไฟได้นานกว่ารุ่น E65 ส่วนหน่วยความจำในตัวก็มากถึง 136 เมกะไบต์ จะลงแอพพลิเคชั่นเยอะแค่ไหนก็เอาอยู่
กล้องอาจจะไม่ใช่ทีเด็ดของรุ่นนี้ เพราะยังใช้ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ไม่มีแฟลชมาให้ และใช้โฟกัสแบบคงที่ ส่วนกล้องวิดีโอทำเรโซลูชั่นได้บนระดับคิววีจีเอ ดีที่เซฟเป็นไฟล์เอ็มพี 4 ได้เหมือนมือถือซีรี่ยส์ เอ็น ทำให้แน่ใจว่าคุณภาพของวิดีโอจะคมชัดไม่แพ้กันเท่าไหร่
กูรูฟันธง
ฟันธงได้เลยว่าผมเสียเงินให้กับเจ้านี่แน่นอน หลังจากห่างหายจากซิมเบียนโฟนมานาน เพราะส่วนตัวแล้วคิดว่าการทำงานอันรวดเร็วสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด แถม E51 มีไวไฟติดตั้งมาให้ในตัวด้วย เข้ากับการใช้งานของผมแบบสุดๆ ถ้าคุณไม่ซีเรียสเรื่องหน้าตาของมันที่อาจจะดูเชยไปซักนิด และเน้นเรื่องการทำงานเป็นหลักมากกว่า ถ้างั้นเตรียมทุบกระปุกหมูมาเป็นเพื่อนผมได้เลยครับ
ข้อดี
- ซีพียูความเร็วสูง ทำงานได้ทันใจดีมาก
- การเชื่อมต่อครบด้าน ทั้งไวไฟ บลูทูธ อินฟราเรด และเอดจ์
- มีวิทยุเอฟเอ็มเพื่อความบันเทิงเพิ่มเติม
- หน่วยความจำในตัว 130 เมกะไบต์ เพิ่มภายนอกได้อีก
- โครงสร้างของตัวเครื่องทำมาจากสเตนเลส สตีล
- แอ็คทีฟ โน้ตแบบเดียวกับรุ่น E90 Communicator
- แบตเตอรี่ความจุสูง รองรับการใช้งานได้แบบเต็มสตรีม
ข้อเสีย
- หน้าจอเล็ก ทำให้ฟอนต์ภายในเครื่องเล็กตาม (ปรับขนาดได้นิดหน่อย)
- ความสามารถกล้องยังเทียบชั้นซีรี่ยส์ เอ็นไม่ได้
- ควิกออฟฟิศที่ให้มาเป็นเวอร์ชั่นที่แก้ไขเอกสารไม่ได้
|