Nokia 9500
ปัจจุบันนี้การติดต่อสื่อสารถือเป็นเรื่องจำเป็นมาก ทั้งกับธุรกิจ เพื่อนฝูง และครอบครัว ซึ่งโนเกียได้ออกแบบมือถือซี่รี่ยส์ 9 ที่เป็นแพล็ทฟอร์ม 80 เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ที่เป็นนักธุรกิจ เพราะความสามารถของตัวมันเองมีอยู่อย่างล้นเหลือ จนทำให้ถูกขนานนามว่าเป็น Communicator และมันต้องเป็นมากกว่าโทรศัพท์ธรรมดาแน่นอน ซึ่ง 9500 มีฟังก์ชั่น ที่โดดเด่นคือการใช้งาน Wi-Fi หรือการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงแบบไร้สายนั่นเอง หากใครชื่นชอบมือถือซี่รี่ยส์ 9 ของโนเกียมาก่อนหน้าแล้ว คงพลาดตัวนี้ไม่ได้แน่
Physical Appearance
การออกแบบมือถือให้ใช้งานได้ทั้งในรูปของโทรศัพท์ และคอมพิวเตอร์แบบพกพานั้นทำได้ค่อนข้างยาก เพราะมีทั้งหน้าจอ และคีย์บอร์ดขนาดใหญ่ แถมยังต้องทำให้หน้าตาเหมือนโทรศัพท์ธรรมดาด้วย แต่โนเกียก็สร้างความเหนือชั้นออกมาแล้วหลายตัว แต่ความเหนือชั้นนั่นเองทำให้ขนาดตัวมันไม่ได้เล็กกว่ามือถือกระติกน้ำในสมัยก่อนสักเท่าไหร่ ทำให้เวลาถือคุยตอนแรกก็กระชับ มือดี แต่พอนานเข้าเริ่มเมื่อยอย่างเห็นได้ชัด อย่างว่าล่ะครับ ความสามารถมากมายขนาดนี้ จะให้ตัวเล็กหน่อยคงทำได้ลำบาก
อย่างไรก็ดี ที่ด้านหน้าของ 9500 เอง จะคงรูปแบบของโทรศัพท์แบรนด์โนเกียเอาไว้ ส่วนด้านบนเครื่องเราจะเห็นลำโพงภายนอก ที่ให้ความดังและใสในระดับที่ดี ซึ่งจะไม่โดนกีดขวางทางเดินของเสียง เนื่องจากมันไม่ได้อยู่บนพื้นผิวที่สัมผัสกับพื้น พลิกกลับมาที่ด้านล่างเราจะเจอสลักปลดล็อคหน้ากาก อินฟราเรดพอร์ท ป๊อปพอร์ท และช่องเสียบสายชาร์จครับ ปิดที่ด้านหลัง จะมีเลนส์กล้องดิจิตอลที่ไม่เว้าลึกเข้าไปในตัวเครื่องเท่าไหร่ เสี่ยงต่อการเป็นรอยมาก แต่ที่ทำได้ดีเลยคือ การติดยางกันลื่น ไว้สองชิ้นหัวท้าย เพื่อเวลาเราใช้งานเป็นคอมพิวเตอร์พกพาแล้วตัวเครื่องมันจะไม่เลื่อนไปไหน
จุดด้อยของ 9500 ที่พอสังเกตได้คือ หากเปิดฝาออกมาเราจะพบว่าตัวล็อคของมันไม่ค่อยแข็งแรงสักเท่าไหร่ เพราะเขี้ยวที่เกี่ยวอยู่เป็นพลาสติกชิ้นเล็กๆ เท่านั้น หากเปิดปิดหรือใช้ไปนานๆ อาจจะล็อคไม่ได้เหมือนกับตัวที่ผมนำมา ทดสอบครับ ส่วนจอด้านในและคีย์บอร์ดทั้งหมดจะอยู่ในส่วนถัดไปของบททดสอบครับ อีกอย่างคือ ตรงรอยต่อของตัวเครื่อง เราจะเจอสายแพอยู่ ซึ่งไม่ได้ซ่อนเอาไว้ให้เรียบร้อย กลัวว่าอีกหน่อยจะเป็นปัญหาในเรื่องสายแพขาดอะไรทำนองนั้น
Five-Way Navigation Key & QWERTY Keyboard
การใช้งานปุ่มกดด้านนอกก็เหมือนกับโนเกียตัวอื่น ที่จะมีซอฟท์คีย์และปุ่ม 5 ทิศทางที่เป็นตัวหลัก โดยเราสามารถเลือกเปลี่ยน การทำงานของซอฟท์คีย์ฝั่งซ้ายได้ และปุ่มบังคับทิศทางก็เช่นเดียวกัน ที่ใช้เป็นปุ่มลัด อีกทั้งสามารถกดลงไปตรงกลางเพื่อยืนยันได้
อย่างนั้นเราข้ามมาดูข้างในกันดีกว่า ถึงหน้าจอของรุ่นนี้จะไม่ได้เป็นแบบทัชสกรีน แต่การใช้งานทีมีปุ่มด้านข้างจอ 4 ปุ่มมาช่วย ไม่ได้ทำให้ความคล่องตัวลดลงเลย เนื่องจากตรงมุมขวาล่างของคีย์บอร์ดจะมีปุ่มบังคับ 5 ทิศทางอยู่พร้อมปุ่มเมนูที่ทำหน้า ที่เหมือนเมนูบาร์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งเหมาะกับการถือกดด้วยสองมือเป็นอย่างมาก บวกกับปุ่มเมนูหลัก 8 รายการแบบจำกัด ไว้แล้ว ได้แก่ Desk / Telephone / Messaging / Web / Contacts / Documents / Calendar / My own
หากสังเกตดีๆ เราจะพบว่าตัวสกรีนบนคีย์บอร์ดจะมีสัญลักษณ์ที่เป็นสีเขียวอยู่ด้วย ตรงนี้เองใช้ทำงานในส่วนของฮาร์ดแวร์เสีย เป็นส่วนใหญ่ นับตั้งแต่การเปิดปิดบลูทูธ อินฟราเรด การปรับความสว่างของหน้าจอ ฯลฯ โดยวิธีใช้ก็เพียงกดปุ่ม Chr ค้างเอาไว้ แล้วตามด้วยปุ่มที่เราต้องการ
Symbian 7.0s Operating System on Platform Series 80
การใช้ระบบปฏิบัติการแบบซิมเบียน 7.0s บนแพล็ทฟอร์ม 80 ควบคู่กับระบบปฏิบัติการในแพล็ทฟอร์ม 40 ของโนเกียเองนับว่า แปลกไปเหมือนกัน แต่ก็ยังผสมผสานกันและใช้งานได้อย่างลงตัว แต่ User Interface ของเครื่องจะหน้าตาไม่เหมือนกับ แพล็ทฟอร์ม 60 อย่าง 6600 7610 6670 หรือ 6260 ซึ่งการทำงานของ 9500 จะคล่องตัวกว่า เพราะสามารถป้อนข้อมูล ผ่านทางคีย์บอร์ดได้เลย ไม่ต้องมานั่งจิ้มปุ่มกด แต่ใช่ว่าจะเป็นข้อดีไปเสียหมด เพราะโปรแกรมที่มารองรับยังไม่เยอะ เท่าตัวเล็กทั้งหลาย อีกทั้งยังไม่รองรับภาษาไทย (มีซอฟท์แวร์ภาษาไทยของผู้พัฒนาอื่นรองรับ) แต่ยังดีที่เราสามารถอ่าน SMS ภาษาไทยได้ด้วยจอด้านนอกครับ เรียกว่าดึงระบบปฏิบัติการของโนเกียมาช่วยชีวิตนั่นเอง
การแสดงผลยังคงเหมือนเดิมที่จะเป็นแบบรายการเมื่อเราใช้เป็นโทรศัพท์ด้านนอก ส่วนด้านในจะแสดงผลได้หลายขนาด ทั้งไอคอนใหญ่เล็ก แต่จะแบ่งหมวดหมู่ไว้หลักๆ เลยคือ Personal / Office / Media / Tools / Clock อย่างไรเสีย การเข้าไปใช้งานในบางส่วนยังทำได้ไม่รวดเร็วนัก ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการใช้ระบบปฏิบัติการนั่นเอง
Dual 65,536 Color TFT Display
หน้าจอของ 9500 ย่อมถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ทั้งที่ใช้งานเป็นโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ ส่วนแรกนี้ผมจะกล่าวถึงจอเล็กก่อน โดยมันแสดงผลได้ขนาด 128 x 128 พิกเซล ที่ 65,536 สี ซึ่งมีความสดใสของสีมากกว่าจอทั่วไปของโนเกียเสียอีก และยังคงข้อดีของการใช้งานที่ดูดีกลางแดดจ้าด้วย แต่เท่าที่ดูแล้วการเปลี่ยนวอลเปเปอร์ของหน้าจอต้องทำผ่านเมนูด้านในเท่านั้น เพราะการปรับตั้งค่าหน้าจอด้านนอกมีเพียงการเปลี่ยนโครงสร้างสี การตั้งเวลาให้สกรีนเซฟเวอร์ และการเปิดปิดโลโก้ผู้ให้บริการ โดยขนาดที่เหมาะสมเช่นเดิมคือ 128 x 128 พิกเซล
หน้าจอขนาดใหญ่แสดงผลได้ถึง 640 x 200 พิกเซล ที่จำนวนสีเท่ากัน ก็มีความสว่างสดใส และแสดงผลได้ละเอียดสุดราวกับ หน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่อาจจะมืดไปบ้างหากใช้ในที่ที่มีแสงจ้า แต่ที่น่าแปลกอย่างหนึ่งคือ หน้าจออันนี้จะติดอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่เราปิดเครื่องที่ด้านนอกแล้ว ส่วนการแสดงผลของมันที่หน้าจอสแตนด์บายยังมีให้เหมือนหน้าจอด้านนอกที่เป็นทั้ง ระดับสัญญาณ แบตเตอรี่ เวลา และวันที่ แต่จะให้ธรรมดาเหมือนกันคงเป็นไปไม่ได้ โดยเราจะเห็นว่าหน้าจอหลักเปรียบเสมือน โต๊ะทำงานของเราที่มีการจำแนกหมวดหมู่ของงานให้ด้วย
Polyphonic & True Ringtone
เสียงเรียกเข้าแบบ True tone ถูกเปล่งออกมาจากลำโพงตรงหัวของโทรศัพท์ ซึ่งให้เสียงที่ใสเหมือนกับออกมาจากลำโพง เครื่องเสียงจริงและความดังแบบพอประมาณ แถมเราจะใช้เป็นสปีกเกอร์โฟนขณะคุยก็ไม่แปลก แต่แปลกที่ 9500 ของเรานี้ไม่ สามารถสั่นได้ ทำให้การเตือนสายเข้าในสถานที่เสียงดังทั้งหลายเป็นไปได้ลำบากนิดหน่อย อย่างไรก็ดี เราจะใช้ไฟล์ในการตั้งเป็น เสียงเรียกเข้าได้หลายชนิด ทั้ง MP3 AMR WAV MIDI AAC และ AWB ส่วนการใช้งานโพรไฟล์นั้นมีมาให้ 5 แบบพร้อม การปรับตั้งเหมือนมือถือโนเกียทั่วไปครับ แต่ต้องใช้เมนูด้านในนะ เพราะด้านนอกเอาไว้เป็นเพียงการเปิดใช้ (activate) เท่านั้น
VGA Digital Camera
เหมือนกับว่าโนเกียมักจะไม่เน้นเรื่องการใช้งานกล้องดิจิตอล เพราะมือถือจากค่ายนี้ทั้งหมดที่มีกล้องติดมาด้วย มักจะไม่มีลูกเล่น ในการถ่ายมากนัก ตัวนี้ก็เช่นกันที่มเพียงขนาดถ่ายด้วยขนาด VGA (640 x 480 พิกเซล) แต่เปลี่ยนโหมดการถ่ายให้เป็น Portriat (80 x 96 พิกเซล) ได้ เปิดไนท์โหมดก็โอเค โดยไนท์โหมดนั้นทำงานได้ค่อนข้างดีในที่มีแสงน้อยครับ ในขณะเดียวกัน การปรับความสว่าง และคอนทราสท์ยังมีติดมาด้วย พร้อมการซูมสองระดับครับ
การถ่ายวิดีโอสามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวได้ยาวนานถึง 1 ชั่วโมง ซึ่งต้องตั้งค่าเป็น Maximum ก่อน แต่ก็ยังไม่มีลูกเล่นอื่น นอกเหนือไปจากกล้องดิจิตอลครับ และไฟล์ที่ได้เป็น 3GP ตามมาตรฐาน ส่วนเรื่องคุณภาพถือว่าทำได้ดีปานกลาง ภาพถ่ายให้ ความสว่างพอประมาณ สีที่ได้อาจจะไม่สดนัก แต่ก็มีความคมชัดเข้ามาแทนที่ ส่วนวิดีโอยังถือว่าไม่ต่างไปจากรุ่นเล็กในแพล็ท ฟอร์ม ซี่รี่ยส์ 40 ทั้งหลาย ที่มีเกรนเป็นสี่เหลี่ยมให้เห็นหากเราขยับมือเพื่อเลื่อนเป้าหมายในการถ่าย
 |
 |
ตัวอย่างรูปถ่าย |
Multimedia Functions
9500 ใช้ Real Player ในการเล่นไฟล์วิดีโอในรูปแบบต่างๆ 3GP และ MPEG4 อีกทั้งยังเล่นวิดีโอสตรีมมิ่งด้วยเครือข่าย GPRS ได้ครับ โดยจะดูแบบเต็มจอก็ไม่มีปัญหา และแน่นอนว่าเครื่องระดับนี้แล้ว เล่นไฟล์ได้ไหลลื่นดีจริงๆ
อีกทางหนึ่ง คือเล่นไฟล์เพลงแบบ MP3 WAV AAC MIDI AMR และ AWB แต่ว่ามันจะใช้ Music Player ในตัว เครื่องเล่นไฟล์เหล่านี้ ซึ่งจะเล่นสุ่ม เล่นซ้ำได้เหมือนกับเครื่องเล่นเพลงดิจิตอลทั้งหลายครับ โดยเสียงที่ฟังผ่านหูฟังของโนเกียเอง นับว่าอยู่ในขั้นสุดยอดเหมือนตัวก่อนๆ ครับ ฟังแล้วเคลิ้มจนหลับไปเหมือนกัน ^^
ส่วนการดูไฟล์ภาพในเมนู Images จะโชว์ภาพถ่ายที่เราถ่ายมาเป็นทั้งแบบ Thumbnail หรือ List อีกทั้งเปลี่ยนลำดับการ แสดงผลเป็นแบบวันที่ ชื่อ และขนาด หรือจะเปลี่ยนโฟลเดอร์ในการชมภาพก็ทำได้ทั้งนั้น
Office Features
การใช้งานไฟลฺเอกสารทั้งหลายถือว่าทำให้รุ่นนี้โดดเด่นกว่ามือถือธรรมดา เพราะเราสามารถสร้างและแก้ไขได้ในตัวเครื่องเลย ทั้งการทำงานก็ไม่ยาก เพราะมีคีย์บอร์ดติดมาให้ โดยไฟล์ที่ใช้ได้ก็ต้องเป็น .doc .xls และ .ppt อยู่แล้ว
ไฟล์เอกสาร ( doc ) ให้เราใช้โปรแกรม Document เปิดครับ ซึ่งความสามารถจะมีการแทรกภาพ เอกสารอื่น และตารางเข้า ไปในหน้าการทำงานได้ หรือจะปรับเปลี่ยนรูปแบบฟ้อนท์ ใส่ Bullet ทำขอบ ฯลฯ เรียกว่าทำงานได้เหมือนกับ MS Word ไม่มีผิดเพี้ยน
ไฟล์ตาราง ( xls) ให้ใช้โปรแกรม Sheet ในการเปิด โดยมีลูกเล่นการใส่สูตรเพื่อคำนวณเหมือนกับ MS Excel จริงๆ เลยครับ อีกทั้งหน้าจอแบบยาวพิเศษทำให้เราใช้งานกับไฟล์ตารางได้เป็นอย่างดี
ปิดด้วยไฟล์งานนำเสนอ ( ppt ) ที่ใช้ Presentations เป็นตัวเอก โดยเราสามารถสร้างสไลด์ขึ้นมาแล้วใส่ภาพ ใส่ตัวหนังสือ ใส่ไฟล์ต่างๆ ลงบนหน้าสไลด์ได้เลย นอกจากนี้ เราจะเลือก View ให้ดูเพียงสไลด์ โน้ต หรือ เอ้าท์ไลน์ก็ได้ หากไม่สะใจ ก็เลือกเป็นแบบ Full screen เลยครับ หากว่า 9500 มีความสามารถในการแสดงงานนำเสนอผ่านโปรเจคเตอร์ได้นี่ยิ่งสุดยอด
นอกจากนั้นแล้ว ในตัวเครื่องยังมี File Manager เพือเอาไว้จัดการไฟล์ที่อยู่ในหน่วยความจำเครื่องและการ์ด ซึ่งแสดงผลเป็น ไดเร็คทอรี่ และสามารถคัดลอก ตัดและแปะได้เหมือน Windows Explorer เลย อีกอย่างที่อยู่ในหมดนี้เห็นจะเป็น Calculator ครับ
Gigantic 80 MB Internal Memory
หน่วยความจำกลางของรุ่นนี้ให้มาถึง 80 เมกะไบต์ นั่นเป็นเพราะเราต้องใช้เก็บงานต่างๆ มากมาย และถ้าไม่พอ เรายังเพิ่ม ให้มันได้ด้วย Multimedia Card ที่ฝังตัวอยู่หลังฝาครอบแบต ซึ่งมีข้อดีตรงที่ไม่ต้องแกะแบตออกก่อน เนื่องจากมันไม่ได้อยู่ หลังแบตครับ เท่ากับว่าถอดเข้าออกได้แบบ Hot Swap เหมือน 6630 เลย
Picture Phonebook & Call Log
น่าเสียดายนิดหน่อยที่เจ้านี่ไม่สามารถแสดงรูปผู้โทรเข้าได้ที่จอด้านนอก หากมีสายเข้ารูปมันจะไปอยู่ที่จอหลักด้านใน แถมยังมี ขนาดเล็กไม่สมกับขนาดจออีกต่างหาก แต่ทีเด็ดของมันไม่ได้อยู่ตรงนี้สักหน่อย ความสามารถของสมุดโทรศัพท์ยังคงอยู่ ในระดับสุดยอด เพราะว่าการค้นหาของมันสามารถหาได้จากรายละเอียดของชื่อนั้นได้เลย โดยเราอาจจะลืมชื่อคนนั้นไปแล้ว ก็เป็นได้ อย่างเช่น เราจำว่าเพื่อนเราคนหนึ่งทำงานอยู่ที่ What Phone เราก็เพียงพิมพ์ What เท่านี้เครื่องมันก็จะหาให้เรา ได้แล้ว นอกจากนี้ สมุดโทรศัพท์ของ 9500 ยังเป็นแบบใส่รายละเอียดได้เยอะสุดๆ ทั้งนี้เอง เรายังแยกกลุ่มผู้โทร คัดลอกเบอร์ ลงซิม ส่งเบอร์ผ่านการเชื่อมต่อแบบไร้สาย หรือหารายชื่อจากซิมการ์ดได้อย่างสะดวกเลยครับ
การดูรายการใช้งานทั้งหลายหรือ Call Log ยังเป็นแบบละเอียดยิบ เพราเราสามารถดูได้แม้กระทั่งครั้งนี้ใช้ GPRS ไปกี่กิโลไบต์ สายนี้ใช้ไปกี่นาที หรือหากเราต้องการแยกรายละเอียดเป็นแต่ละประเภท ก็ยังใช้ Filter ช่วยได้ครับ
Organizer
ออแกไนเซอร์ของรุ่นนี้ถือว่าทำได้ดีกว่าซิมเบียนโฟนตัวอื่นของโนเกีย เพราะมีหน้าจอแสดงผลที่ใหญ่กว่ามาก อีกทั้งการป้อน ข้อมูลก็ทำผ่านคีย์บอร์ดได้ทันที โดยเราจะมีปฏิทินสี่มุมมอง ที่เพิ่มมุมมองแบบรายปีมาให้ด้วย อย่างไรก็ตาม เรายังใส่นัดหมาย และตั้งเตือนได้ตามปกติ แล้วยังแยกประเภท ใส่โน้ต ตั้งซ้ำ และเปลี่ยนสีสถานะได้ทั้งหมดครับ
นอกนั้น To-do list ยังให้เราตั้งรายการสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันได้ ซึ่งมีความสามารถในการกำหนดความสำคัญ (Priority) วันสิ้นสุด (Due date) ตั้งเตือน และใส่โน้ต รวมถึงการเปลี่ยนสีสถานะของรายการได้เหมือนกับนัดหมายในปฏิทินครับ
ในเรื่องของโน้ตนั้น เราสามารถแปะไว้บนหน้าจอ Desk ได้เลย โดยการกดปุ่ม Write note ที่อยู่ข้างขวาของหน้าจอ เท่านี้เราก็พิมพ์ข้อความกันลืมไว้ได้แล้ว
ไม่เพียงเท่านี้ ที่หน้าจอ Desk เราจะเห็นเมนูของ Clock ที่เอาไว้ดูนาฬิกาสองเมืองบนโลกได้ อีกทั้งมีรายละเอียด ของเบอร์โทรขึ้นต้นของรหัสเมืองให้ หรือเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและตกแบบครบครัน ซึ่งในเมนูนี้เอง เรายังตั้งปลุกได้หลายรายการ หลายเวลาด้วยครับ ปิดหัวข้อนี้ด้วยเครื่องบันทึกเสียงอันยาวนาน อัดได้กันจนกว่าหน่วยความจำจะเต็มเลย ซึ่งเราสามารถบันทึก เสียงปกติและเสียงสนทนาได้เป็นไฟล์ AMR ครับ
Messaging System
ระบบข้อความของรุ่นนี้มีสิ่งพิเศษที่เหนือกว่ารุ่นอื่นคือ สามารถส่งและรับโทรสารได้ นอกนั้นคงจะเป็นข้อความแบบเดิม ทั้ง SMS MMS และ E-mail แบบ SMTP POP3 และ IMAP4 ซึ่งทั้งหมดนี้จะถูกเก็บอยู่ในรูปของ Inbox ซึ่งไม่ได้แยกเหมือน โนเกียแพล็ทฟอร์ม 40 อีกทั้งมีระบบสะกดคำให้ด้วย แต่ผมว่าพิมพ์เอาจากคีย์บอร์ดน่าจะเร็วกว่าเป็นไหนๆ อย่างไรก็ดี การส่งข้อความ MMS จะให้เราแนบไฟล์ทุกแบบที่รองรับไปได้ในขนาดไม่เกิน 100 กิโลไบต์ ส่วนอีเมล์ก็สามารถแนบไฟล์ไป ได้ด้วยเช่นกัน เพียงแต่ว่าไฟล์จะมีขนาดใหญ่ได้ถึง 2 เมกะไบต์ อาจจะโดนค่า GPRS หัวโตแน่เลย
Java Application
ความจริงแล้ว 9500 ไม่ได้ลงได้เพียงโปรแกรมที่เป็นจาวาเท่านั้น เพราะด้วยความที่มันเป็นซิมเบียน ทำให้มันลง SIS ได้ แต่ว่าจะใช้กับพวกแพล็ทฟอร์ม 60 ไม่ได้นะ เพราะการควบคุมและการแสดงผลก็ต่างกันลิบแล้ว อย่างไรเสีย มันก็รองรับ MIDP 2.0 ทั้งหมดล่ะน่า
Connectivity
ขึ้นชื่อว่า Communicator แล้ว จะให้เสียชื่อได้อย่างไร เพราะตัวนี้รองรับการเชื่อมต่อทั้งทางมีสาย คือสายดาต้าผ่านแท่นซิ้งค์ และไร้สาย คืออินฟราเรด บลูทูธ และไวไฟ (Wi-Fi) ทั้งหมด ซึ่งในส่วนของอินฟราเรดและบลูทูธจะเป็นการรับส่งแบบอิสระ แต่หากใช้สายดาต้า เราก็ต้องลงโปรแกรม PC Suite ที่แถมมาก่อน จึงจะใช้งานได้
ส่วนการเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายด้วย GPRS และ EDGE โดยโปรแกรมที่เราเอามาใช่เล่นเน็ตแบบ WWW ที่เป็น xHTML หรือ HTML คือ Opera Internet Browser ก็แสดงผลได้สวยงาม เพราะหน้าจอเป็นแบบยาวดีเหลือเกิน แต่มันยังอ่านไทย ไม่ได้นั่นเอง ตามสเป็กที่ระบุในเว็บของผู้ผลิตนั้น ความเร็วของ GPRS จะอยู่ที่ 53.6 กิโลบิตต่อวินาที ส่วน EDGE จะมีเลขอยู่ที 236.8 กิโลบิตต่อวินาทีครับ
ไม่เพียงเท่านั้น หากเราต้องการความเร็วแบบมาเซราติหรือเฟอร์รารี่ คงต้องหันมาลอง Wi-Fi เสียหน่อยแล้ว เพราะความเร็ว สูงสุดอยู่ที่ 11 เมกะบิตต่อวินาที
Final Opinion & Conclusion
ทสรุปของรุ่นนี้ผมยังอยากเริ่มกันด้วยข้อเสียที่เห็นได้ทั่วไปในสมาร์ทโฟนของโนเกียคือ การรองรับภาษาไทยที่ไม่ได้เป็น ความสามารถของตัวเครื่องเลยเสียทีเดียว เราจะต้องไปหาลงโปรแกรมเพิ่มเอง อีกอย่างที่สังเกตได้ชัดเลยคือ ขนาดตัวที่เรียกว่า ใหญ่ที่สุดในตลาดแล้ว จะเอาใส่กระเป๋าเสื้อคงคอเคล็ดกันเป็นแถบๆ สุดท้ายคือ ราคาที่สูงลิบลิ่ว ซึ่งคนธรรมดาอย่างผมคงไม่ซื้อมาทับกระดาษแน่ ในขณะที่ข้อดีของมันอยู่ตรงที่การเชื่อมต่อแบบไวร์เลสแลนหรือไวไฟ ที่หาไม่ได้ในมือถือธรรมดา จะบอกว่าเป็นมือถือตัวเดียวที่รองรับก็ไม่ผิดนัก บวกกับการใช้งานจัดการธุรกิจด้วยออแกไนเซอร์และ โปรแกรมจัดการไฟล์เอกสารที่ใช้ผ่านหน้าจอแบบยาวแล้วดูดีเหลือเกิน อีกทั้งคีย์บอร์ดยังป้อนข้อมูลได้แบบรวดเร็วสุดๆ ทำให้ Nokia 9500 Communicator ก้าวข้ามคำว่าโทรศัพท์ธรรมดาไปแล้ว ดังนั้นมันจึงเหมาะกับผู้ที่มีงบประมาณในการซื้อสูง พอสมควร อีกทั้งยังต้องใช้ฟังก์ชั่นแบบเหนือในตัวเครื่องเพื่อประโยชน์ในชีวิตประจำวัน และในการติดต่อธุรกิจครับ
|
|
หน้าจอ Desk |
แสดงรายละเอียดของนัดหมายในแต่ละวัน
|
|
|
ปฏิทินรายปี |
แก้ไขไฟล์เอกสารได้ทันที |
 |
 |
แกลเลอรี่ภาพที่ถ่ายมา |
เขียนโน๊ตแล้วแปะไว้ที่หน้าจอ |
Strength
-หน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่
-รองรับการใช้งาน Wi-Fi
-ป้อนข้อมูลด้วยคีย์บอร์ด
-รองรับการใช้งานไฟล์ของ Microsoft หลายตัว
-เพิ่มหน่วยความจำได้ไม่จำกัด
|
Weakness
-ตัวเครื่องขนาดใหญ่
-ไม่รองรับภาษาไทยเต็มรูปแบบ
-ไม่มีระบบสั่น
-ราคาแพง
|
|