NOKIA 8800 Arte - โนเกีย
สัดส่วนภายนอก
ผมไม่รู้ว่าราคาระดับ 40,000 บาทของมันช่วยเพิ่มความสวยให้กับตัวเครื่องด้วยหรือเปล่า ยอมรับตามตรงว่าโนเกียดีไซน์ 8800 อาร์เต้ออกมาได้คลาสสิกโดนใจมาก แต่ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะค่าตัวอันแพงระยับที่ช่วยถีบเอาความหรูหราให้สูงขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ ของจะแพง ใครจะทำไม
ของต่างๆ พากันแพงขึ้น ไม่เว้นแม้แต่โนเกียก็แอบขึ้นราคาโทรศัพท์ระดับพรีเมี่ยมของตัวเองเหมือนกัน ไม่เท่านั้นนะ ของในกล่องก็ให้มาน้อยลง เมื่อคุณควักกระเป๋าจ่ายให้กับมือถือราคาเกือบครึ่งแสน สิ่งที่จะได้มานั้นจะไม่มีแบตก้อนที่สอง ไม่มีหูฟังแบบมีสาย ทว่าจะได้บลูทูธเฮดเซ็ตมาแทน นอกนั้นก็จะเป็นพวกซองหนัง ผ้าเช็ด สายดาต้า แท่นชาร์จ ฯลฯ หรือกล่องก็ยังสวยสู้ 8800 ตัวเดิม หรือซิรอคโค่ไม่ได้เลย
ลองเอาโทรศัพท์ไปส่องแสง เราจะเห็นรูเซ็นเซอร์รับแสงที่อยู่เหนือจอ คอยปรับแบ็คไลท์ให้อัตโนมัติเหมือนกับรุ่นที่แล้วมา ส่วนปุ่มกดด้านล่างไม่มีจุดไหนพิเศษ ปุ่มตัวเลขเคลือบเอาไว้ด้วยพลาสติกใส ซึ่งอาจเป็นรอยหากไปกระแทกกับของแข็ง แต่ก็วางใจได้ว่าตัวเลขจะไม่ลอกเลือนหายไปแม้จะใช้จนหมดระยะประกัน 2 ปี อ้อ ตรงซองด้านหน้าของมันจะเป็นกระจกนะครับ เมื่อเราเคาะๆ ตรงนี้สักสองที นาฬิกาจะติดขึ้นมา นั่นเพราะในเครื่องมีเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวอยู่นั่นเอง
วัสดุส่วนใหญ่บนตัวเครื่องยังคงเป็นสเตนเลสสตีล เว้นเอาไว้นิดนึงตรงกระโหลกด้านหลังนั่น งานประกอบของ 8800 อาร์เต้ยังคงสุดยอดอลังการเหมือนเดิม รอบตัวเครื่องก็มีปุ่มเปิดปิดที่อยู่ด้านบน ด้านข้างมีตัวปลดล็อคฝาหลัง และตรงตูดจะเป็นช่องไมโครยูเอสบีที่เสียบสายทุกชนิด ได้แก่ หูฟัง สายชาร์จ และสายดาต้า นั่นก็หมายความว่าคุณจะเสียบสายอะไรต่อมิอะไรพร้อมกันไม่ได้นั่นเอง
ชำแหละเครื่องใน
เราคงยังคาดหวังอะไรกับฟังก์ชั่นในตัวของซีรี่ยส์ 8 ไม่ได้ และรุ่นนี้ก็โดนตัดวิทยุเอฟเอ็มออกไปอีก ดีที่เพิ่มกล้องความละเอียดสูงมาให้ ตามสเป็กแล้วมันสามารถถ่ายภาพนิ่งได้ที่ 3.2 ล้านพิกเซล มีออโต้โฟกัสให้เสียด้วย วิธีการอาจจเป็นทริกนิดหน่อย เพราะว่าไม่ได้มีปุ่มชัตเตอร์เหมือนชาวบ้านเขา เราต้องกดปุ่มยืนยันที่อยู่ตรงกลางปุ่มสี่ทิศแช่เอาไว้ เพื่อให้เครื่องจับโฟกัส จากนั้นพอมีเสียงสัญญาณก็ให้ปล่อยได้ทันที เท่านี้เราก็จะได้ภาพที่ไม่หลุดโฟกัสแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ระบบการถ่ายวิดีโอยังได้รับการพัฒนามาเช่นกัน เพราะอาร์เต้ของเรามีเรโซลูชั่นระดับเดียวกับ N82 โน่นเลย นั่นคือวีจีเอ แต่เฟรมเรตไม่เท่ากัน ภาพเลยอาจจะยังไม่ค่อยเนียนตาเท่าไหร่
อีกฟังก์ชั่นนึงที่ใช้งานร่วมกับเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว (Accelerometer) คือ การคว่ำเครื่องลงเพื่อปิดเสียงเรียกเข้าและระบบสั่น ถ้าไม่เงียบก็เอาหน้าเคาะพื้นซักที ลูกเล่นนี้ดูแล้วไฮเทค แต่บางทีการกดปุ่มซอฟต์คีย์บนเครื่องเพียงทีเดียวน่าจะสะดวกกว่าด้วยซ้ำ ช่างเหอะ เขาทำมาให้ก็ใช้กันหน่อย
เรื่องจอแสดงผลนี่ก็ต้องพูดถึงเหมือนกัน 8800 อาร์เต้ใช้จอโอเล็ด (OLED) ที่ 16.7 ล้านสี ซึ่งเรื่องความสวยงาม ผมว่ายังสู้ทีเอฟทีไม่ได้นะ ถ้าเอาวอลเปเปอร์อันเดียวกันไปใส่เทียบกับรุ่นอื่นดูจะพบว่าสีมันสดก็จริง แต่เพี้ยนซะเยอะ ทีเอฟทีจะแสดงผลได้ตรงกว่า กระนั้นก็ดี จอแบบนี้มันประหยัดไฟกว่ากันเยอะครับ
ไม่รู้ว่าปีนี้เราจะได้ทดสอบระบบ 3 จีบ้างหรือเปล่า ไอ้เครื่องนี้มันก็รองรับยูเอ็มทีเอสอยู่เหมือนกัน และเป็นความถี่ 2100 เมกะเฮิร์ตซ์ของทีโอทีเต่าล้านปี นอกจากนี้มันยังสนับสนุนเอดจ์ที่คลาส 8 และบลูทูธ 2.0 พร้อมอีดีอาร์เพื่อความเร็วในการรับส่งข้อมูล ส่วนสายดาต้าก็บอกไปแล้วว่าเป็นไมโครยูเอสบี
นอกนั้นก็เหมือน เอส 40 ตัวใหม่สุดของโนเกียทั่วๆ ไป ไอ้ที่ผมชอบก็จะเป็นมินิเบราเซอร์สำหรับอินเตอร์เน็ตจากค่ายโอเปร่า ลิฟวิ่งวอลเปเปอร์ที่ทำออกมาแบบเดียวกับปริซึ่มรุ่นพี่ และก็หน่วยความจำเน้นๆ ในตัวเครื่อง 1 กิกะไบต์ แต่เพิ่มไม่ได้ คิดว่าคงไม่มีใครเอาเจ้านี่ไปฟังเพลงหรอกเนอะ
กูรูฟันธง
ใครใครซื้อก็ซื้อ อันที่จริงถ้าผมมีตังค์ผมก็ไม่พลาดหรอก เพียงแต่ขาดปัจจัยไปเท่านั้นแหละ ความสวยงามและหรูหรามันไม่เข้าใครออกใครอยู่แล้ว 8800 อาร์เต้ได้รับการพัฒนามาให้มีลูกเล่นแพรวพราวกว่าเดิม คงบอกไม่ได้แล้วว่ามันสวยแต่โง่ เงินระดับนี้แลกกับดีไซน์และความมีระดับผมก็ว่าคุ้มนะ
ข้อดี
- งานประกอบและวัสดุชั้นเยี่ยม
- มีเซ็นเซอร์สำหรับปิดเสียงเรียกเข้าและเปิดดูนาฬิกา
- หน่วยความจำในตัว 1 กิกะไบต์
- กล้องดิจิตอล 3.2 ล้านพิกเซล พร้อมกล้องวิดีโอวีจีเอ
- ให้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่มา แทนที่จะเป็นสองก้อนแบบจุน้อยๆ
- รองรับการเชื่อมต่อกับยูเอ็มทีเอส มีเอดจ์ และบลูทูธ
- มีลิฟวิ่งวอลเปเปอร์อันแปลกตา
ข้อเสีย
- เพิ่มหน่วยความจำไม่ได้
- ตัดวิทยุออกทำไมเนี่ย
- พอร์ตรวมญาติที่ใช้ไมโครยูเอสบีช่องเดียว
- ในกล่องไม่แถมหูฟังแบบมีสายมาให้ด้วยแน่ะ
- กล้องความละเอียดเยอะก็จริง แต่ความคมชัดยังไม่เท่าไหร่หรอก
|