Nokia 7900 Prism - โนเกีย
จะบอกว่า 7900 ปริซึ่มไม่สวยเลยก็ไม่ใช่ เพราะมันมีสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ อย่างน้อยในสายตาผม ผมยังมองว่ามันดูดีกว่า 7500 รุ่นก่อนหน้านี้ ไม่ว่าด้วยการออกแบบเพียวๆ หรือรวมวัสดุอันแข็งแกร่งเข้าไปด้วยก็ตามที เรียกว่ามองมุมไหนก็เหนือกว่า ยกเว้นหน้าจอสำหรับแสดงผลอย่างเดียว
สัดส่วนภายนอก
ฝาหลังของ 7900 ทำหน้าที่เหมือนปลอกหรือซองสำหรับตัวเครื่อง เพราะมันกินพื้นที่มาถึงส่วนล่างและส่วนข้างของด้านหน้า ลักษณะการถอดออกจึงให้ความรู้สึกเหมือนว่ามันเลื่อนออกจากรางยาวๆ กระนั้นเอง ฝาอันนี้ยังทำมาจากโลหะ ช่วยป้องกันเครื่องเวลาตกหล่นได้เป็นอย่างดี ถ้าเอาบั้นท้ายลงรับรองว่าสบาย แต่ถ้าโหม่งโลกด้วยศีรษะ ท่าทางว่าจะต้องเข้าโรงหมอแน่นอน
ปุ่มกดและลวดลายยังทำออกมาได้แมตช์กันดี แม้มันจะเรียง 1 2 3 4 5 6 ...เหมือนกับโทรศัพท์ทั่วไปก็ตาม แต่ผมว่ามันยังกดได้ยาก เนื่องจากรูปร่างของปุ่มเป็นสามเหลี่ยมเดี๋ยวคว่ำเดี๋ยวหงาย แถมปุ่มสี่ทิศค่อนข้างแข็ง จุดเด่นของเครื่องอยู่ที่ความมีสีสันมากกว่า ไฟแบ็คไลท์หลังปุ่มกดสามารถเปลี่ยนสีได้ถึง 49 แบบ เช่นเดียวกับไฟกะพริบสองดวงที่อยู่บนหัวข้างๆ พอร์ตไมโครยูเอสบี จริงแล้วผมว่ามันไม่ถึงหรอกนะ สีมันมีให้เลือกเยอะก็จริงอยู่ แต่พอปรับมาแล้วบางอันมันก็คล้ายๆ กันนั่นแหละ
องค์ประกอบที่สำคัญด้านหน้ายังมีเซ็นเซอร์รับแสงที่โนเกียใส่มาให้ในมือถือระดับนี้แทบทุกตัว ด้านหลังเป็นเลนส์กล้อง แฟลชถ่ายภาพ และลำโพงที่เจาะไว้เป็นช่องสามเหลี่ยมเข้ากับลวดลายสับปะรดของผิวด้านหลังเป็นที่สุด เห็นอย่างนี้แล้วอยากเฉาะกินซักเครื่องไหมครับ ฮิฮิ
ชำแหละเครื่องใน
เอาเรื่องจอแสดงผลก่อนเลยแล้วกันนะ เหตุที่ผมบอกว่าจอของรุ่นนี้ไม่เด็ดสะระตี่สักเท่าไหร่เนื่องจากว่าใช้จอชนิดโอเล็ดหรือโอแอลอีดี (OLED) เลยทำให้ทีเอฟทีแบบเดิมงามมากกว่า และยิ่งตอนที่เซ็นเซอร์รับแสงสั่งให้จอมืดลงยิ่งสู้ไม่ได้ ใครชอบจอแจ่มๆ ขอให้คว้า 7500 ไปเลยดีกว่า
นอกจากดีไซน์จะเฉียบขาดแล้ว ลูกเล่นที่มาส่งเสริมการออกแบบอีกทางหนึ่งคือ ออแกนิก วอลเปเปอร์ ภาพพื้นหลังแบบใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ระดับแบตเตอรี่ และระดับสัญญาณ นั่นหมายความว่าเครื่องของคุณจะมีภาพไม่ซ้ำกับเครื่องอื่นเลย หรือแม้แต่ตอนเช้ากับตอนบ่ายยังไม่เหมือนกันด้วยซ้ำ
โนเกีย 8600 และ 7900 มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันอยู่ นั่นคือการใช้ไมโครยูเอสบีเป็นช่องชาร์จไฟไปในตัว สังเกตได้ว่าพอร์ตของทั้งสองรุ่นไม่เหมือนกับชาวบ้าน เพราะไม่ได้แยกช่องสำหรับสายดาต้าและสายชาร์จออกจากกัน ดังนั้น อแดปเตอร์ของมันเลยเป็นหัวไมโครยูเอสบี แน่นอนว่ายืมของเพื่อนไม่ได้แล้ว นอกเสียจากจะใช้รุ่นเดียวกัน ส่วนการเชื่อมต่ออื่นๆ ยังหนีไม่พ้นบลูทูธและเอดจ์ คลาส 32
ผมลืมบอกไปว่า ไฟกะพริบด้านบนนั้นไม่ได้ใช้บอกสถานะของการเปิดเครื่องเพียงอย่างเดียว แต่มันยังเตือนสายที่ไม่ได้รับและข้อความใหม่เหมือนกับ 6300 ด้วย นี่ถ้าเตือนเป็นเสียงได้ด้วยยิ่งดีใหญ่
ใครที่หวังจะพึ่งพาเจ้าปริซึ่มด้านความบันเทิง อาจต้องผิดหวังนิดหน่อย เนื่องจากว่าเมมโมรี่ของมันเป็นแบบฝังใน 1 กิกะไบต์ และเพิ่มภายนอกไม่ได้ แถมไม่มีวิทยุเอฟเอ็มมาให้ น่าเสียดายจริงๆ
ตบท้ายด้วยการถ่ายภาพกันหน่อย 7900 ยังใช้มาตรฐานเดิมของ เอส 40 ในระดับเดียวกัน คือมีกล้อง 2 เมกะพิกเซลแบบปราศจากออโต้ โฟกัส และรุ่นนี้มาพร้อมกับแฟลชที่ใช้สำหรับการบันทึกภาพนิ่งเพียงเท่านั้น ภาพเคลื่อนไหวระดับ 176 x 144 พิกเซลนั้นใช้แอลอีดีหลอดเดียวกันนี้ส่องแทนไม่ได้
กูรูฟันธง
จะว่าไปแล้ว 7900 ถือเป็นโทรศัพท์ที่ให้ความสำคัญกับการดีไซน์มากกว่าฟังก์ชั่น ถ้าให้เปรียบเทียบ มันคงไม่ต่างอะไรจากมือถือในซีรี่ยส์ 8 ของโนเกีย เพียงแต่ว่าหรูไม่เท่ากันแค่นั้นเอง เสียดายที่คุณสมบัติหลายอย่างถูกหั่นออกไป ไม่อย่างนั้นจะถือว่าครบเครื่องตามประสา เอส 40 แต่หากเอาเกณฑ์การซื้อโทรศัพท์ที่เน้นวัสดุและการประกอบมาพิจารณาแล้ว ผมว่าปริซึ่มตัวใหม่นี้น่าเล่นกว่าตัวเดิมเยอะ
ข้อดี
- ตัวเครื่องแข็งแรง ทำมาจากโลหะเป็นส่วนใหญ่
- มีไฟกะพริบเพื่อบอกสถานะและเพื่อความสวยงาม
- กล้องดิจิตอล 2 เมกะพิกเซล
- หน่วยความจำในตัว 1 กิกะไบต์
- มีบลูทูธและการเชื่อมต่อแบบใหม่ไมโครยูเอสบี
- มีเซ็นเซอร์เพื่อปรับระดับแบ็คไลท์ให้โดยอัตโนมัติ
ข้อเสีย
- จอแสดงผลไม่ค่อยสวยนัก
- ไม่มีวิทยุ
- เพิ่มหน่วยความจำไม่ได้
- ไฟแฟลชใช้ร่วมกับการถ่ายวิดีโอไม่ได้
- ความละเอียดกล้องวิดีโอต่ำ
- พอร์ตที่ใช้ร่วมกันในช่องเดียว
|