Nokia 3500 classic - โนเกีย
ผมไม่เข้าใจว่ารุ่นนี้มาอยู่ในเวอร์ชั่นคลาสสิกได้อย่างไร หากให้อธิบาย คลาสสิก ที่กลั่นกรองมาจากหัวกระบาลของกระผม ของสิ่งนั้นต้องมีลักษณะไม่ทันสมัยนัก ไม่ใช้สีสันฉูดฉาด ดีไซน์ต้องดูแล้วอยู่ได้นานโดยไม่เก่า ไม่ใช่มาเป็นแฟชั่นแว้บเดียวแล้วจากไป แต่นี่ล่อสีชมพูมันซะเลย
สัดส่วนภายนอก
ปุ่มกดด้านหน้าใช้งานได้ง่ายมาก แม้จะเรียบเสมอกันก็ตามที เนื่องจากว่ามันมีขนาดใหญ่พอให้นิ้วผู้ชายกดได้แบบสบายๆ ส่วนขอบสีเงินแบบโครเมี่ยมที่ล้อมรอบกรอบหน้าอยู่นั่น โนเกียอ้างว่าเอาไว้ใช้กันรอยที่จะเกิดกับหน้าจอและปุ่มกดเวลาวางเครื่องคว่ำบนโต๊ะ ผมว่ามันก็ทำได้อย่างที่บอก ยกเว้นตอนเวลาแนบหูคุย ไอ้ขอบดังกล่าวนี้มันจะมาจิ้มหูอยู่ตลอดเวลา บอกตามตรงว่าโคตรเจ็บเลยครับท่านผู้อ่าน
ผมชอบไฟแบ็คไลท์ที่ส่องลอดออกมาระหว่างแผงปุ่มกดมาก เพราะมันเป็นเส้นสายลวดลายตามสีประจำเครื่อง อย่างตัวที่เอามาเป็นสีชมพู ไฟตรงช่องก็จะเป็นสีเดียวกัน ไม่ต่างอะไรกับเครื่องสีฟ้า
เมื่อพลิกมาด้านหลัง สิ่งที่เราพบได้เป็นเลนส์กล้องและลำโพงมัลติมีเดีย ลำโพงอันนี้ให้เสียงใสและดังพอประมาณ แต่คงเทียบอะไรไม่ได้กับรุ่นสูงกว่าอย่าง 5700 XpressMusic หรือ N81 โน่น ขยับไปดูที่ด้านบน ตรงนั้นเป็นพื้นที่ของปุ่มเปิดปิดเครื่อง ในขณะที่ด้านล่างสุดมีพอร์ตมินิยูเอสบี รูเสียบสายชาร์จและหูฟังขนาด 2.5 ม.ม. เท่านั้น ส่วนด้านซ้ายว่างเปล่า ขณะที่ด้านขวามีปุ่มปรับเสียง
รุ่นนี้เพิ่มหน่วยความจำในด้วยไมโครเอสดี การ์ด ซึ่งถือเป็นเรื่องดีแน่นอน แต่การเปลี่ยนการ์ดดูจะไม่ง่ายเท่าไหร่ เพราะสล็อตดันไปแอบอยู่หลังแบตนั่นเอง เวลาจะเปลี่ยนทีก็คงทราบนะครับว่าเป็นอย่างไร
ชำแหละเครื่องใน
จะว่าไป เจ้านี่เหมือนเป็นรุ่นที่มาแทน 3110 คลาสสิก ทั้งที่ตัวนั้นก็ยังไม่เก่าอะไรนัก หรือจะบอกว่าโนเกียผลิตมาเพื่อเอาใจวัยรุ่นก็ได้มั้ง เพราะสีสันและดีไซน์มันบ่งบอกได้ชัดเจน คุณสมบัติของ 3500 คลาสสิก ดีกว่าในเรื่องกล้องที่เลือกใช้ความละเอียด 2 เมกะพิกเซลเท่านั้น ถ้าเปรียบเป็นมวยก็ต้องบอกว่าชั้นเชิงและสไตล์การชกคล้ายๆ กัน และรุ่นเก่าดูอึดกว่าด้วยซ้ำ เพราะมีแบตเตอรี่ขนาด 1,000 มิลลิแอมป์ ในขณะเดียวกัน เดอะ คลาสสิก ตัวใหม่กลับใช้แบต 820 มิลลิแอมป์แค่นั้น
นอกจากกล้องถ่ายรูป 2 ล้านพิกเซลแล้ว 3500 ยังถ่ายวิดีโอได้ที่ความละเอียดระดับคิวซีไอเอฟ และมีวิทยุเอฟเอ็มสำหรับความบันเทิงแบบนอนสต็อป ในฟากของเครื่องเล่นเพลงก็ถือว่ามีดีอยู่พอตัว เพราะมันใช้ เอส 40 เวอร์ชั่นใหม่ที่สามารถแยกเพลงตามไอดี แท็กได้แล้ว และยังปรับอีคิวแบบคัสตอมได้ด้วย
ใครที่เป็นห่วงเรื่องการเชื่อมต่อก็สบายใจได้ ขอบอกว่ารุ่นนี้ทำได้เหมือนๆ กับ 3110 คลาสสิกเลย เพราะมีทั้งบลูทูธ 2.0 แบบเอทูดีพี จีพีอาร์เอส และเอดจ์ คลาส 10 บวกกับการโอนไฟล์ผ่านสายดาต้าที่หัวต่อเป็นแบบมินิยูเอสบี ทำให้การรับส่งเพลงหรือไฟล์ภาพ ไฟล์วิดีโอทำได้สะดวกมากมาย
หน้าจอของโนเกียตัวนี้มีขนาดไม่ใหญ่นัก เพราะไม่ได้เป็นรุ่นแพงอะไร เมื่อวัดความกว้างในแนวทแยงแล้วจะได้ตัวเลขอยู่ที่ 1.8 เมกะไบต์ สามารถแสดงสกรีนเซฟเวอร์แบบที่เป็นวิดีโอ คลิปที่เราถ่ายมาเองได้ ส่วนวอลเปเปอร์ก็มีอยู่ตามสไตล์เดิม โดยที่บนหน้าจอหลักมาพร้อมกับแอ็คทีฟ สแตนด์บายเหมือนรุ่นอื่น
เบราเซอร์ของโนเกียดูเหมือนจะไม่เวิร์ค พักหลังพี่แกเลยใส่โอเปร่า มินิมาให้เป็นจาวา แอพพลิเคชั่นมาตรฐาน ถ้าใครอยากได้เวอร์ชั่น 4 ใหม่ ขอให้ไปดาวน์โหลดเอาเอง รับรองว่าเล่นเน็ตได้ดีไม่แพ้สมาร์ทโฟน
กูรูฟันธง
ใครที่ไม่ชอบสีสันอันดำทมึนของ 3110 คลาสสิก ขอให้มองตัวตายตัวแทนอย่างรุ่นนี้เอาไว้ เพราะมันมีกล้องความละเอียดสูงกว่า แน่นอนว่าราคาก็เพิ่มตามมาเช่นกัน ในอีกมุมมองหนึ่ง ถ้าคุณไม่สนใจการถ่ายภาพมากนัก ผมยังเห็นว่ารุ่นเก่าน่าเล่นกว่าด้วยประการทั้งปวง เพราะไม่ต้องแลกกับเงินเพิ่มอีกกว่าพันบาท อย่างไรก็ดี บางคนซื้อโทรศัพท์ไม่ได้มองที่ฟังก์ชั่นอย่างเดียวนี่ ดีไซน์และความสดใหม่อาจเป็นปัจจัยสำคัญสองประการสำหรับการเลือกซื้อ ถ้างั้น 3500 คลาสสิกคงเข้าไปอยู่ในใจของใครบางคนเรียบร้อย
ข้อดี
- กล้องดิจิตอล 2 ล้านพิกเซล
- เพิ่มหน่วยความจำได้สูงสุด 2 กิกะไบต์
- มีการเชื่อมต่อผ่านบลูทูธ เอดจ์ และมินิยูเอสบี
- ฟังเพลงจากวิทยุเอฟเอ็ม
- รองรับการติดตั้งโปรแกรมจาวา
- เครื่องเล่นเพลงรองรับไฟล์ดับเบิ้ลยูเอ็มเอ
ข้อเสีย
- สล็อตใส่เมมโมรี่ การ์ดอยู่หลังแบตเตอรี่
- ถ่ายวิดีโอได้เพียงคลิปละสั้นๆ
- ขอบโครเมี่ยมด้านหน้ามันจิ้มหูเจ็บจริง
- เอส 40 รุ่นล่างๆ ของโนเกียที่ยังอืดเป็นเรือเกลือ
|