NOKIA 2600 Classic - โนเกีย
สัดส่วนภายนอก
ใครต่อใครคงจำ 2630 มือถือโนเกียราคาประหยัด เพียบพร้อมไปด้วยฟังก์ชั่นอันครบครันได้ ผมเองก็ชอบรุ่นนั้นเพราะว่าออกแบบมาได้สวยดี ตัวเครื่องก็บาง แถมมีฝาหลังเป็นโลหะเพื่อเพิ่มความแข็งแรง อย่างไรก็ตามแต่ คาดว่าคงถึงเวลาที่บริษัทฟินน์ต้องออกผลิตภัณฑ์ตัวใหม่มาทดแทนของเดิมแล้ว และ 2600 คลาสสิกคงเป็นผลิตภัณฑ์ตัวที่ว่านี้ มาดูที่ลักษณะภายนอกเลยดีกว่าครับ
ความหนาถูกเพิ่มเข้ามาในรุ่นนี้เนื่องจากว่า 2600 คลาสสิกสามารถเปลี่ยนหน้ากากได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งเราไม่ได้เห็นมือถือประเภทนี้มานานแล้วเนอะ คาดว่าร้านที่ขายหน้ากากก็คงหาได้ยากเต็มที กระนั้นเอง ประโยชน์ของมันนอกจากจะเอาไว้เพิ่มความสวยงามให้กับเครื่องแล้ว ถ้ามือถือเราเกิดเป็นรอยขีดข่วน หรือตกจนถลอกปอกเปลือก ก็ได้หน้ากากใหม่ๆ นี่แหละมาทดแทนของเดิม
ในส่วนของปุ่มกดผมว่ากดได้ยากไปหน่อย เพราะว่ามันดันแบนราบไปกับตัวเครื่อง ยังดีที่พื้นที่กดมีขนาดใหญ่พอสมควร ไม่งั้นปวดหัวตายเลย ถ้าสังเกตตรงเส้นสีส้มกลางคีย์แพด ตรงนั้นจะมีแบ็คไลท์สีต่างออกไป ให้ความสวยงามในที่มืดได้นิดหน่อย และตรงปุ่มดอกจันก็ใช้เป็นปุ่มลัดเพื่อเข้าสู่วิทยุได้ด้วย
ส่วนประกอบโดยรอบมีไม่มาก อย่างบนหัวจะมีแค่รูร้อยสาย ด้านขวาเป็นรูเสียบสายชาร์จ สายดาต้า และหูฟังแจ็ค 2.5 ม.ม. ด้านล่างเป็นตัวล็อคฝาหลังที่แกะได้ยากมาก งัดกันนานกว่าจะใส่ซิมการ์ดได้ ซึ่งก็เป็นสัญญาณอันดีว่าหากตัวเครื่องเกิดอยากฆ่าตัวตาย โดดโหม่งพื้นขึ้นมา เครื่องของคุณจะไม่ดับ เพราะแบตเตอรี่หลุดออกนอกวงโคจร นอกนั้นก็ยังมีเลนส์กล้อง กระจก และลำโพงอยู่ด้านหลังหมดครับ
ชำแหละเครื่องใน
เครื่องในของมันแทบไม่ต่างกับรุ่น 2630 เลยมั้ง อาจจะมีเพิ่มขึ้นมาบ้างในส่วนของเมมโมรี่ในตัว เดิมมีแค่ 10 เมกะไบต์ ก็จัดมาใหม่เป็น 13 เมกะไบต์ แบตเตอรี่ก้อนเก่าจุแค่ 700 มิลลแอมป์ รุ่น BL-4B ก็ปรับมาเป็น BL-5BT ที่ 870 มิลลิแอมป์แทน และไอ้ที่ผมเขียนใน อัพคัมมิ่ง โมเดล เล่มก่อนว่าไม่รู้รุ่นนี้มีเอดจ์มาให้หรือเปล่า สรุปแล้วมันมีนะครับ แต่ในเว็บของโนเกียก็ยังไม่ยอมระบุเอาไว้อยู่ดี
จอแสดงผล 128 x 160 จุดของ 2600 คลาสสิกก็ดูเหมือนๆ เดิม ประมาณว่าความละเอียดไม่เยอะตามสไตล์มือถือระดับล่าง กอปรกับพื้นที่แสดงผลค่อนข้างเยอะ ทำให้เราเห็นเม็ดพิกเซลเรียงกันสลอนเลย กระนั้นเอง เราก็ยังเห็นจอทีเอฟทีหกหมื่นกว่าสีในรุ่นนี้ ซึ่งแสดงวอลเปเปอร์และสกรีนเซฟเวอร์ได้ทั้งคู่
กล้องเป็นอีกจุดขายนึงที่ต้องมี ขนาดรุ่นเก่ายังมีเลย โนเกียคงไม่ตัดออกหรอก ความละเอียดสูงสุดของภาพถ่ายคือ 3 แสนพิกเซล มีลูกเล่นติดเครื่องพอหอมปากหอมคอ และถ่ายวิดีโอได้สั้นๆ ประมาณ 2 นาที นานกว่านี้ไม่ไหว เพราะหน่วยความจำในตัวมีอยู่ไม่เยอะ และก็เพิ่มไม่ได้เสียด้วยสิ
นอกจากเอดจ์ที่บอกไปแล้ว 2600 คลาสสิกยังรับและส่งข้อมูลไร้สายผ่านบลูทูธได้ด้วย ส่วนสายดาต้ายังถือว่าไม่สะดวกนัก เพราะเป็นพอร์ตหัวเล็กๆ เหมือนกับที่ใช้ในรุ่นล่างรุ่นอื่น แน่นอนว่าในกล่องคงไม่ได้แถมสายมาให้ หากจะไปซื้อก็รู้สึกว่าจะไม่มีของแท้ขายอีก ยังไงใช้บลูทูธไปแหละดีแล้วครับ
ยังไม่หมดเท่านี้ วิทยุเอฟเอ็ม การติดตั้งจาวาแอพพลิเคชั่น และการรับส่งอีเมล์ก็ถือเป็นอีกสามความสามารถที่มองข้ามไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องอื่นไกลที่ไหน เพราะ 2630 ก็มีลูกเล่นดังกล่าวทั้งหมด สรุปแล้วมันก็คือรุ่นเดิมที่เปลี่ยนหน้ากากได้ล่ะนะ
กูรูฟันธง
ปกติรุ่นเล็กๆ อย่างนี้ไม่ค่อยเห็นมีงานเปิดตัวกับเขาหรอก อย่างมากก็ลงโฆษณาในสื่อต่างๆ บ้าง ให้พวกเราพอเห็นผ่านตาบ้างก็แค่นั้น แต่นี่โนเกียเอาจริงแฮะ ถึงกับยกโขยงไปจัดที่ฉะเชิงเทราแสดงว่าต้องมีอะไรดีแน่ แถมราคาเปิดตัวอยู่แค่ 2,990 บาท ถูกกว่ารุ่นพี่อยู่นิดหน่อยด้วย เชื่อขนมกินได้เลยว่าต้องเป็นอีกรุ่นที่ขายดีแน่นอน อย่างซีรี่ยส์ 1 ที่ผ่านมาก็ถือว่าเป็นซีรี่ยส์ที่ขายดีที่สุดในโลกเลยนะ ถ้าใครมองหาความประหยัดที่มาคู่กับความสามารถ ชั่วโมงนี้คงมองข้าม 2600 คลาสสิกไม่ได้เลยครับ
ข้อดี
- จอแสดงผล 65,536 สี
- กล้องดิจิตอล 3 แสนพิกเซล
- มีวิทยุเอฟเอ็ม และใช้ริงโทนแบบทรูโทนได้
- เชื่อมต่อจากบลูทูธและเอดจ์
- หน่วยความจำขนาด 13 เมกะไบต์
- สนับสนุนการติดตั้งโปรแกรมผ่านจาวา
- เพิ่มความจุของแบตเตอรี่ขึ้น
ข้อเสีย
- เมนูรุ่นล่างๆ ยังหน่วงเหมือนเดิม
- ความละเอียดของกล้องวิดีโอแค่ 128 x 96 ไม่ใช่ 176 x 144 พิกเซล
- ยังเพิ่มหน่วยความจำไม่ได้เหมือนเคย
|