Nokia 1680 classic - โนเกีย
สัดส่วนภายนอก
ยิ่งมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เพิ่มเติมเข้ามาในโทรศัพท์มากเท่าไหร่ เทคโนโลยีเดิมก็จะถูกไล่ให้ลงไปอยู่ในรุ่นต่ำลงมามากเท่านั้น และ 1680 คลาสสิกเป็นตัวอย่างโทรศัพท์ที่ผมพูดถึงนั่นเอง แต่ยังไงขออุบเรื่องฟังก์ชั่นไปพูดต่อในส่วนของการชำแหละเช่นเคย ตรงนี้เรามาดูส่วนประกอบเครื่องดีกว่าครับ โดยปกติแล้วมือถือระดับโลว์เอนด์อย่างรุ่นนี้มักจะมีลักษณะเป็นทรงแท่ง เนื่องด้วยว่าจะช่วยประหยัดต้นทุนการผลิตได้มากกว่าทรงอื่น แต่ไม่รู้ยังไง รู้สึกว่าโนเกียอาจจะเหนียมเกินไปหน่อย เลยทำให้วัสดุของเจ้าคลาสสิกดูไม่ค่อยดี ผมว่ารุ่นเก่าอย่าง 1209 หรือ 2600 คลาสสิกกลับดูดีกว่าด้วยซ้ำ
 |
ปุ่มกดทั้งหมดทั้งมวลกดได้ไม่ยากเหมือนที่เคยเป็นมา รอบเครื่องไม่มีส่วนประกอบได้ หากต้องการปรับเสียงขณะใช้สายก็กดที่ปุ่มสี่ทิศแทน ด้านซ้ายเป็นพอร์ตแยกประเภท 3 แบบ รูหนึ่งเอาไว้เสียบสายชาร์จหัวเข็ม อีกรูสำหรับหูฟังแจ็ค 2.5 ม.ม. และสุดท้ายคือพอร์ตสำหรับสายดาต้าแบบพิเศษที่หากันไม่ได้ง่ายๆ ตำแหน่งของไมโครโฟนเป็นเรื่องที่ต้องพูดถึงเช่นกัน ปกติแล้วโทรศัพท์ทั่วไปมักจะมีรูรับเสียงอยู่ใต้เครื่อง หรือไม่ก็แถวๆ ปุ่มกดตัวเลข ทว่า 1680 คลาสสิกดันไปอยู่มุมซ้ายล่าง บางคนชอบถือเครื่องคุยแบบเอาอุ้งมือรองไว้ อาจทำให้ดูดเสียงได้ไม่ดี อย่างไรก็หลีกเลี่ยงการจับแบบนี้แล้วกัน
สุดท้ายคือด้านหลัง โทรศัพท์ทรงแท่งจากโนเกียมีทั้งเลนส์กล้อง กระจกส่อง และรูร้อยสายอยู่ใกล้กันหมด ปล่อยให้ลำโพงลอยอยู่โดดเดี่ยวตรงส่วนล่าง ฝาครอบแบตอันนี้เป็นแบบเลื่อนเปิดปิดธรรมดา ไม่มีตัวล็อค และเจาะรู้ไว้ให้ลำโพงสามารถส่งเสียงออกมาได้ ไม่มีอะไรให้เขียนถึงมากมายครับ
ชำแหละเครื่องใน
จอแสดงผลไม่ได้ใช้ความละเอียดต่ำๆ 96 x 68 หรือ 128 x 128 พิกเซล เหมือนก่อนอีกแล้ว แต่ปรับมาเป็น 128 x 160 จุด และเป็นจอแบบทีเอฟทีหกหมื่นกว่าสี แถมใช้ไฟล์วิดีโอที่ถ่ายจากกล้องในเครื่องมาเซ็ตเป็นสกรีนเซฟเวอร์ได้ ส่วนภาพเคลื่อนไหวนั่นไม่ต้องห่วงเลย กล้องดิจิตอลของรุ่นนี้มีความละเอียดน้อยที่สุดในตลาด แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อเสียหรอกนะ เพราะนี่คือมือถือในอนุกรมลำดับแรกของโนเกีย และก็ถ่ายได้ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ อาจจะไม่นานเป็นชั่วโมง เนื่องจากหน่วยความจำในตัวมีแค่ 13 เมกะไบต์ แถมต้องปันพื้นที่ไปให้คอนเท้นท์อย่างอื่นอีกแน่ะ
 |
การเชื่อมต่อนี่ต้องยกนิ้วให้เลย ผมไม่ได้หมายความว่ามันมีบลูทูธนะครับ 1680 คลาสสิกสนับสนุนการเล่นอินเตอร์เน็ตผ่านเครือข่ายเอดจ์ โดยอยู่ในคลาส 6 ที่ยังไงความเร็วก็ต้องมากกว่าจีพีอาร์เอส ถ้าคิดว่าเบราเซอร์ในตัวยังทำงานได้ไม่ดีนักก็ไปโหลดโอเปร่า มินิมาลงก็ได้ เพราะรองรับจาวาอยู่แล้ว โดยปกติแล้วรุ่นล่างๆ มักจะไม่รองรับการใช้เสียงเรียกเข้าจากไฟล์เอ็มพี 3 อย่างเก่งก็ใช้แค่ไฟล์ในเครื่องที่โนเกียบอกว่าเป็นระดับเดียวกับเอ็มพี 3 (MP3 grade) แต่รุ่นนี้ไม่ใช่ คุณสามารถโหลดผ่านจีพีอาร์เอสแล้วตั้งเป็นริงโทนได้เลย เพียงแต่ภายในไม่มีโปรแกรมเล่นเพลงเหมือนรุ่นกลางรุ่นใหญ่เท่านั้นเอง
ออแกไนเซอร์เป็นอีกเรื่องที่ผมให้ความสำคัญเสมอยามซื้อมือถือใหม่ รุ่นนี้ดีตรงที่เก็บโน้ตได้รายการละตั้ง 3,000 ตัวอักษร ปฏิทินก็ใส่นัดหมายแบบแยกประเภทได้ รายการสิ่งที่ต้องทำมีให้เสร็จสรรพ พร้อมด้วยเครื่องมืออย่างนาฬิกาจับเวลา เครื่องแปลงหน่วย เครื่องอัดเสียงที่อัดได้แม้ตอนคุณใช้สายสนทนาอยู่ หรือจะใช้สปีกเกอร์โฟนคุยผ่านลำโพงด้านหลังแล้วบันทึกเสียงไปด้วยก็ไม่ผิดกฎฟีฟ่าแต่อย่างใด
กูรูฟันธง
ก็ไม่มีอะไรมากอะนะ ยังไงนี่ก็คือซีรี่ยส์ 1 จากค่ายเบอร์ 1 ซึ่งผมคาดว่าคงจะขายดีเหมือนที่แล้วมา ถ้าผมทำใจให้ซื้อรุ่นถูกๆ มาใช้ได้บ้างก็คงดี เพราะประหยัดเงินไปได้เยอะเลยทีเดียว แถมไม่ต้องคิดมาเวลาควักกระเป๋า ไหนจะช่วงนี้ของใช้ของกินของอะไรก็พากันขึ้นราคาหมด ส่วนไหนเก็บได้ก็คงต้องเก็บแหละครับ (อ้าว บ่นอะไรเนี่ย) สรุปแล้ว 1680 คลาสสิกมีความเป็นโทรศัพท์ขั้นพื้นฐานอย่างครบถ้วน เหมาะแก่การนำมาใช้เป็นเครื่องสำรอง หรือไม่ก็เครื่องหลักแบบไม่คาดหวังอะไรมากครับ
ข้อดี
- จอแสดงผลเพิ่มความละเอียดเป็น 128 x 160 พิกเซล
- กล้องดิจิตอล 3 แสนพิกเซล ถ่ายวิดีโอได้
- มีหน่วยความจำ 13 เมกะไบต์ ไม่น้อยเหมือนกันนะ
- รองรับการเชื่อมต่อผ่านเอดจ์
- สนับสนุนการใช้เอ็มพี 3 เป็นริงโทน
- ติดตั้งโปรแกรมจาวาเพิ่มได้
- มีเครื่องบันทึกเสียงสำหรับใช้ตอนสนทนา
้
ข้อเสีย
- เมนูยังหนืดเป็นปกติ
- วัสดุยังเทียบเท่ารุ่นอื่นในระดับใกล้เคียงกันไม่ได้
- พอไม่มีวิทยุ โนเกียก็เลยไม่แถมหูฟังมาให้ซะงั้น
|