LG KU380 - แอลจี
สัดส่วนภายนอก
ตัวนี้แม้จะไม่มีคำว่า 3G FOR ALL เหมือน KU250 ทว่าพอเปิดเครื่องมาก็เจอสโลแกนยอดฮิตอยู่ดี คาดว่าแอลจีคงเอาจริงเอาจังกับเครือข่ายความเร็วสูงในยุคที่ 3 มากขึ้น และราคาเครื่องของ KU380 แพงกว่ารุ่นทรงแท่งแค่ในหลักร้อยบาท แถมได้ฟังก์ชั่นเพิ่มมาเยอะ เดี๋ยวเรามาดูกัน
ด้านหน้าของมือถือฝาสไลด์สัญชาติเกาหลียังคงมีเลนส์กล้องสำหรับวิดีโอ คอลล์เหมือนรุ่นร่วมค่าย ขนาดของจอแสดงผลเท่ากันเด๊ะ คาดว่าคงเป็นจอตัวเดียวกันด้วยซ้ำ เพราะความสว่างและสีสันไม่ต่างกันเลย ส่วนแผงปุ่มกดนั้นวางเลย์เอาต์คล้ายกัน และมีปุ่มสลับสับเปลี่ยนเมนูที่เป็นสี่เหลี่ยมซ้อนกันสองอันด้วย
พอเลื่อนฝาออกจะเจอกับแผงตัวเลขซึ่งมีผิวเป็นยางเช่นเคย เพียงแต่ว่าแบ็คไลท์สีขาวของรุ่นนี้สว่างสู้แบ็คไลท์สีน้ำเงินของ KU250 ไม่ได้ กระนั้นเอง การใช้งานในที่มืดไม่ได้เป็นปัญหา เพราะแสงรอบข้างไม่ได้มารบกวนอยู่แล้ว จะแย่ตอนที่เจอแสงแดดแรงๆ มากกว่า หากกดใช้ปุ่มตัวเลขยังพอจะเดาออก ถ้างั้นลองพิมพ์ข้อความดูสิครับ เราอาจจะหาอักษรไม่เจอก็ได้ อันนี้ต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวจิ้มกันไป
ลักษณะภายนอกของ KU380 ด้อยกว่ารุ่นทรงแท่งตรงที่สล็อตใส่การ์ดดันไปแอบอยู่หลังแบตเตอรี่ การถอดเปลี่ยนจึงไม่สะดวกโยธิน รอบเครื่องเราแทบไม่เห็นอะไรเลย นอกจากพอร์ตเสียบสายและรูร้อยสายต่างๆ กับสีเขียวทูโทนที่ตัดกับสีขาว ให้อารมณ์แบบเดียวกับ K660i อย่างไรก็อย่างนั้น
ส่วนเลนส์กล้องยังคงอยู่ด้านหลังเช่นเคย กระจกที่ป้องกันตัวเลนส์อยู่ในระนาบเดียวกับแผ่นหลังอันขาวเนียนอีกครั้ง แม้พื้นที่จะมีไม่มากจนทำให้เกิดรอย แต่ยังไงก็ต้องระวังอยู่ดี
ชำแหละเครื่องใน
มาดูกันดีกว่าว่าค่าตัวที่ห่างกันประมาณหกร้อยบาท ควรค่าแก่การเพิ่มเงินเพื่อเลือกรุ่นฝาสไลด์มากกว่าทรงแท่งหรือเปล่า พื้นเพเดิมทั้งสองรุ่นนี้ถือว่าเหมือนกันมาก จะแตกต่างกันไปก็ตรงที่ KU380 มีไฟลท์โหมด เครื่องอัดเสียงที่กินระยะเวลาได้นานกว่า 60 เท่าตัว เมมโมรี่ภายในมีมากถึง 79 เมกะไบต์ รองรับการเชื่อมต่อกับเครือข่ายเอดจ์ มีเมนูกูเกิ้ลเสิร์ชสำหรับลัดเข้าสู่เสิร์ชเอ็นจิ้นอันเลื่องชื่ออย่างรวดเร็ว และการเปลี่ยนสกินของเมนูได้สองสี ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ตัวแพงทำไว้เหนือกว่าตัวถูกอยู่หลายขั้น ส่วนข้อที่ด้อยกว่าใช่ว่าจะไม่มี ตัวอย่างเช่น สล็อตใส่การ์ดที่ผมพูดไปแล้วในย่อหน้าก่อน และการที่รุ่นนี้เปลี่ยนรูปแบบฟอนต์ไม่ได้ กระนั้นก็ยังไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนัก
 |
กล้องถ่ายภาพของ KU380 ยังทำหน้าที่ได้ดี เพราะถ่ายได้จากทั้งข้างหน้าและข้างหลัง รวมถึงโหมดปรับแต่งก่อนการกดชัตเตอร์จริง กล้องหน้าอาจจะเป็นเก่งเล็ก เพราะเก็บภาพได้แค่ระดับวีจีเอ ส่วนกล้องหลังให้เป็นเก่งใหญ่ เนื่องจากภาพ 1.2 ล้านพิกเซล คือผลลัพธ์ของการลั่นไกด้วยปุ่มยืนยันตรงกลาง น่าเสียดายที่รุ่นพวกนี้ไม่มีชัตเตอร์แยกมาให้ ไม่อย่างนั้นคงสนุกกับการถ่ายภาพได้มากกว่านี้ ในส่วนของกล้องวิดีโอนั้น ทั้งสองเลนส์ไม่มีความแตกต่างกันนะครับ ภาพเคลื่อนไหวยังคงอยู่ที่คิวซีไอเอฟ 15 เฟรมต่อวินาที
ในส่วนอื่นผมไม่ค่อยอยากพูดถึงเท่าไหร่ เพราะเหมือนเป็นการเอา KU250 มาเล่าทบทวนกันอีกครั้ง ทั้งบลูทูธเอย จาวาเอย เครื่องเล่นเพลงเอย ไหนจะเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ในเครื่องอีก ถ้าใครเผลอมาอ่านรุ่นนี้ก่อน ขอให้กลับตัวกลับใจ เปิดไปหน้านู้นก่อนยังทันนะครับ ไม่มีใครว่าหรอก ฮิฮิ
กูรูฟันธง
ถึงคราวชี้เป็นชี้ตายแล้วว่ารุ่นไหนจะถูกใจคุณมากกว่ากัน ถ้าเอาความคิดของผมเป็นตัววัด การเพิ่มเงินอีกราวหกร้อยบาท แล้วได้เอดจ์ เครื่องอัดเสียงแบบยาวๆ และเมมโมรี่อีกเกือบ 80 เม็กมาใช้ถือว่าคุ้มค่ามากมาย ยิ่งได้เครื่องแบบสไลด์อัพยิ่งถูกใจผมเข้าไปใหญ่ แต่ถึงอย่างนั้นก็เหอะ บางคนเกลียดมือถือทรงนี้เหลือเกิน หรือไม่งบอาจจะจำกัดเพียงแค่นั้น ดูแล้วก็เป็นการประหยัดดีเหมือนกันครับ แล้วคุณล่ะ มีคำตอบสุดท้ายให้ตัวเองหรือยัง
ข้อดี
- เลนส์กล้องสองตัว ถ่ายได้ทั้งภาพนิ่งและเคลื่อนไหว
- เชื่อมต่อผ่านเอดจ์และบลูทูธ
- จอแสดงผลคมกริบ และเปลี่ยนสกินของเมนูได้ 2 สี
- มีเครื่องเล่นเพลงเอ็มพี 3
- เมมโมรี่ในตัวมีความจุสูง และเพิ่มจากไมโครเอสดีได้
- มีฟังก์ชั่นบล็อคสายที่ไม่ต้องการรับ
- เครื่องอัดเสียงเหนือกว่า KU250
- เมนูลัดเข้าสู่กูเกิ้ลเสิร์ชอย่างรวดเร็ว
ข้อเสีย
- พื้นที่แสดงผลของจอมีน้อยไป
- บลูทูธไม่มีโพรไฟล์เอทูดีพี
- บันทึกเสียงขณะใช้สายไม่ได้
- สมุดโทรศัพท์เก็บเบอร์ได้แค่ 500 รายการ
- สล็อตใส่การ์ดไม่ได้เป็นฮ็อตสแวปเหมือน KU250
|