Article

อัพเดตกันอย่างรวดเร็วกับ Mobile World Congress 2017 จากเมืองบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน : ปีเตอร์กวง

สวัสดีครับ พบกับผมเช่นเคย ปีเตอร์กวง ควงมือถือ พิธีกรรายการ “ล้ำหน้าโชว์” ซึ่งรายการนี้ผลิตและสร้างสรรค์โดย บริษัท ล้ำหน้าโชว์ จำกัด ที่เราทั้งสาม (พี่หลาม ปีเตอร์กวง อาจารย์ศุภเดช) ได้ก่อตั้งขึ้นมาใหม่ด้วยกันเพื่อให้ผู้ชมได้บริโภคสาระดีๆ ที่ให้ความรู้ด้านไอทีและเทเลคอม บวกกับความบันเทิงตามสไตล์แบบของพวกเราไปด้วย

สวัสดีครับ พบกับผมเช่นเคย ปีเตอร์กวง ควงมือถือ พิธีกรรายการ “ล้ำหน้าโชว์” ซึ่งรายการนี้ผลิตและสร้างสรรค์โดย บริษัท ล้ำหน้าโชว์ จำกัด ที่เราทั้งสาม (พี่หลาม ปีเตอร์กวง อาจารย์ศุภเดช) ได้ก่อตั้งขึ้นมาใหม่ด้วยกันเพื่อให้ผู้ชมได้บริโภคสาระดีๆ ที่ให้ความรู้ด้านไอทีและเทเลคอม บวกกับความบันเทิงตามสไตล์แบบของพวกเราไปด้วย โดยออกอากาศทางช่อง Nation Channel (เนชั่นแชนแนล) รับชมได้ที่ช่อง 22 ทั้งทางทีวีดิจิตอลและทีวีดาวเทียม ทุกวันอาทิตย์ ออกอากาศสดเวลา 15:00-16:00 อยากให้ติดตามกันเยอะๆ นะครับ แล้วบ่ายวันอาทิตย์ของคุณ จะมีความหมายมากกว่าเดิม…

สำหรับตัวผมเองก็ยังประจำการใน What Phone Magazine ทุกเดือนเหมือนเช่นเคยครับ เพื่อไขข้อข้องใจและเก็บตกข่าวคราวความเคลื่อนไหวในวงการเทเลคอม ทั้งในบ้านเราและต่างประเทศ สำหรับฉบับนี้มาอัพเดตกันอย่างรวดเร็วกับ Mobile World Congress 2017 สดๆ ร้อนๆ ที่จัดกันระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2560 จากเมืองบาร์เซโลน่า ประเทศสเปนกันเลยครับ ไปดูกันว่ามีอะไรเด็ดๆ มาให้ชมกันบ้าง

Samsung เปิดตัว Galaxy Tab S3 ใหม่ สเปคหนักจัดเต็มมาพร้อมปากกา S Pen

หลายคนอาจเฝ้ารอว่า Samsung จะเปิดตัว Galaxy S8 หรือป่าวในงาน MWC ปีนี้ ก็อย่างที่เราทราบ การเปิดตัว S8 ต้องรอไปปลายเดือนมีนาคมนู่น แต่งานใหญ่อย่างนี้ Samsung ก็ไม่ได้มามือเปล่า นำเอา Tablet เรือธงที่อาจจะหายๆ ไปช่วงหนึ่ง มาเปิดตัวอีกครั้งแม้ว่าตลาดของ Tablet จะหดตัวก็ตาม

การมาของ Tab S3 นั้นนำมาในรูปแบบที่ทรงพลังกว่าที่เคย ด้วยขนาดหน้าจอ 9.7” QHD มีฟีเจอร์ตัดแสงสีน้ำเงินช่วยให้ถนอมสายตา น้ำหนักเบาเพียง 429 กรัม มาพร้อม CPU Qualcomm Snapdragon 820 RAM 4 GB, ROM 32 GB และใส่การ์ดเพิ่มได้ 256 GB รองรับระบบ 4G LTE Cat 6 (300/50 Mbps) พร้อมกับปากกา S Pen ใหม่ที่ทำงานได้ดีกว่าเดิมด้วยขนาดหัวปากกา 0.7 มม.ที่เล็กลงกว่าเดิมและทำงานได้แม่นยำมากขึ้น ทำให้สะดวกสำหรับการใช้งานได้ทั้งเขียนและพิมพ์ (มีคีย์บอร์ดเป็นอุปกรณ์เสริมคล้าย iPad Pro) แถมงานนี้ยังได้ Partner ใหม่อย่าง STAEDTLER ผู้ผลิตปากกาดินสอชั้นนำของโลกมาร่วมพัฒนาปากกา S Pen ใหม่ที่ชื่อ STAEDTLER Naris Digital Pen เพื่อผู้ใช้ Galaxy Tab S3 โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่หลงใหลในการเขียนและวาดภาพ

นอกจากนี้ตัวเครื่องยังรองรับ Entertainment ด้วยลำโพง 4 ตัวที่ทรงพลังด้วยการจูนเสียงโดย AKG และในกล่องยังมีหูฟัง AKG มาให้ด้วย สำหรับคนที่เป็นคอเกม Tab S3 ตัวนี้ให้สมรรถนะในการเล่นเกมได้อย่างสุดยอดด้วยชิป Mobile DNIe ทำให้ภาพการแสดงผลขณะเล่นเกมเลื่อนไหลเป็นอย่างดี Galaxy Tab S3 มีกล้องหลักด้านหลังด้วยความละเอียด 13 MP F/1.9 ส่วนกล้องหน้า 5MP F/2.2 ถือว่าเยี่ยมสำหรับกล้องบน Tablet แบบนี้ ตัวเครื่องมาพร้อมช่องต่อแบบ USB Type C และแบตเตอรี่ 6,000 mAh ขับเคลื่อนด้วย Android 7.0 Nougat ด้วยราคาเบื้องต้น 750 เหรียญสหรัฐ (27,000 บาทแพงเอาเรื่องอยู่)

ใครที่มองหา Tablet Android บอกได้เลยว่าตัวนี้แหละลงตัวสุดๆ สนนราคาเท่าไรในบ้านเรา ต้องอดใจรอสักนิดคาดว่า Samsung ไทยจะนำเข้ามาเร็วๆ นี้แน่นอน ในงานนี้ตอนท้ายของงานแถลงข่าวทางทีมบริหารได้ทิ้งทวนทีเซอร์ของการเปิดตัว Galaxy S8 ในธีม “This is a phone” เพื่อเตรียมการเปิดตัว Unpack Samsung Galaxy S8 ในวันที่ 29 มีนาคม ต้องติดตามกันต่อไปว่าจะออกมาอย่างไรสำหรับสมาร์ทโฟนเรือธงของ Samsung ที่อาจจะมาล่าไปสักนิด แต่เชื่อว่าต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

Huawei จัดเต็มกับการมาของ P10 / P10 Plus และ Huawei Watch 2

หลังจากที่ประสพความสำเร็จอย่างสวยงามกับ P9 และ Mate 9 ไปในปี 2016 งานนี้ Huawei เลยนำเอา P10 มาเปิดตัวเร็วขึ้นโดยใช้งาน MWC 2017 ปักหลักโชว์สินค้าเรือธงที่หมายมั่นปั้นมือในการสร้างส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่อง การเปิดตัว P10 ในครั้งนี้จึงถูกจับตาจากสื่อมวลชนทั่วโลกว่า Huawei จะสร้างความตื่นเต้นให้ตลาดได้อีกหรือไม่หลังจากทำได้อีกในการเปิดตัว Mate 9, Mate 9 Pro เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ก็ต้องยอมรับครับว่า Huawei ทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง

การเปิดตัว P10 ทำได้อย่างน่าสนใจมากๆ โดย P10 มาด้วยหน้าจอขนาด 5.1” Full HD ส่วน P10 Plus มาด้วยหน้าจอขนาด 5.5” QHD (2K) ดีไซน์ด้วยกระจกหน้าแบบ 2.5D ด้วยเทคโนโลยีของ Gorilla Glass 5 ที่ป้องกันการตกกระแทกได้เป็นอย่างดีกว่าเวอร์ชั่นก่อนๆ กระจกโค้งขอบรับบอดี้ที่เป็นโลหะเบาอลูมิเนียมอย่างลงตัว โดยพื้นผิวด้านหลังมีทั้งแบบ Diamond Cut และแบบ Sandblast ที่สวยงาม

ส่วนสำคัญที่เป็นไฮไลท์อย่างกล้องนั้น มีการอัพเกรดกล้อง Leica ที่ทำงานได้น่าสนใจมาก โดยกล้องหลักด้านหลังยังเป็นกล้องคู่เช่นเคย กล้องแรก Monochrome 20 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องสอง Color 12 ล้านพิกเซล แบบ Dual Pixel ใหญ่กว่ารุ่นก่อน โดยในตัว P10 จะใช้เลนส์ Summarit (F/1.9) เหมือนใน P9 และ Mate 9 ส่วน P10 Plus จะใช้เลนส์เกรดสูงขึ้นโดยพัฒนาการของ Leica Dual-Camera 2.0 Pro Edition ใช้เลนส์ Summilux (F/1.8) ซึ่งจะให้ F-stop หรือรูรับแสงได้กว้างกว่าเลนส์ Summarit และยังมาพร้อมกับ Hybrid Zoom x 2 อย่างที่มีมาใน Mate 9 รวมถึง ระบบ 4 in 1 Hybrid Auto Focus ทำให้ไม่พลาดในช็อตการถ่ายที่สำคัญ

นอกจากนั้นทาง Huawei ยังได้พัฒนา Software ในการถ่ายภาพได้อย่างน่าทึ่งไปอีกขั้น อย่างฟีเจอร์ Leica Portrait Mode ใหม่ ที่ทำให้ภาพไม่ว่าจะเป็นกล้องหลังหรือกล้องหน้า ก็จะได้ภาพบุคคลแบบหน้าชัดหลังเบลอ หรือโบเก้ (Bokeh Effect) อย่างสวยงามที่เราไม่เคยคิดว่ากล้องบนสมาร์ทโฟนจะทำได้ถึงขนาดนี้ นอกจากนั้นยังมีโหมดถ่ายภาพให้เลือกอีกหลากหลายเพื่อใช้กับการถ่ายภาพในสถานการณ์ต่างๆ เช่น โหมดถ่ายภาพตะวันตกดิน โหมดถ่ายภาพมาโคร(ระยะใกล้) โหมดถ่ายภาพขาวดำอันเลื่องชื่อ และอีกมาก

สำหรับคนชอบปรับแต่งเอง ก็ยังมี Professional โหมดให้เลือกใช้เช่นเคย นอกจากนี้ยังรองรับการถ่ายวิดีโอแบบความละเอียดสูงมาก UHD (Ultra HD) 4K ที่จะมีขนาดเล็กกว่าเดิม 50% ด้วยโหมดภาพวิดีโอ H.265 ต้องบอกเลยว่ากล้อง Leica เวอร์ชั่นใหม่บน P10 Plus นั้นน่าสนใจเป็นอย่างมากซึ่งจะทำให้การถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟนนั้นน่าสนใจขึ้นไปอีก และเราคงได้เห็นการสร้างสรรค์ภาพที่น่าทึ่งอีกมากมาย ทั้งหมดทำงานด้วย CPU Kirin 960 Octa-Core ที่ให้พลังการประมวลผลดีกว่ารุ่นก่อน รองรับ 4G LTE มาพร้อมเทคโนโลยี Quad Antenna หรือสี่เสาอากาศ (4×4 MIMO) ใช้กับ 4G LTE ทำให้ความเร็วในการทำงานบนระบบ LTE เร็วกว่าที่เคย และ Dual Antenna สำหรับ WiFi technology

สำหรับระบบเมนูมีการอัพเดตล่าสุดเป็น EMUI 5.1 (Android 7.0) โดยมี RAM 4 GB, ROM 64 GB สำหรับ P10 สนนราคาที่ 649 Euro (24,600 บาท) และ สำหรับ P10 Plus จะมีสองสเปค RAM 4 GB, ROM 64 GB จะอยู่ที่ 699 Euro (26,500 บาท) ส่วนสเปคสูงสุดจะมี RAM 6 GB, ROM 128 GB จะอยู่ที่ 799 Euro เลยทีเดียว (30,000 บาท) โดยประเทศไทยนั้นอยู่ในแผนการเปิดตัวประเทศแรกๆ เสียด้วย แต่ราคาในไทยผมเชื่อว่าจะถูกกว่านี้แน่นอน

อีกหนึ่งอย่างที่ทาง Huawei เปิดตัวในงานนี้ก็คือ Huawei Watch 2 ซึ่งตอบรับกับการอัพเกรด Android Wear 2.0 ที่ผ่านมาเร็วๆนี้  โดยเปิดตัวมา 2 รุ่น มีรุ่นแบบ Classic และแบบ Sport โดยรุ่น Classic นั้นใช้วัสดุอย่างเซรามิคสำหรับตัวเรือน มีเม็ดมะยม 2 ปุ่มในการควบคุม โดยตัวนาฬิกานั้นรองรับการใช้งานกับ SIM Card แบบ Nano และ eSIM สามารถใช้ได้กับระบบ 4G LTE, Bluetooth, GPS, NFC, WiFi เรียกว่า All-In-One เลยก็ว่าได้

ตัวเครื่องมีระบบ Real Time Heart Rate monitor วัดชีพจรอย่างต่อเนื่อง กันน้ำกันฝุ่นด้วยมาตรฐาน IP68 พร้อมระบบ Training Coach ที่ตรวจวัดค่า Oxygen ในการออกกำลังกายอย่าง VO2MAX ตัวเครื่องมีหน่วยความจำ 4 GB สามารถเก็บเพลงได้ 200 เพลงสำหรับการฟังเพลงกับหูฟัง Bluetooth และสุดท้ายรองรับการใช้ Mobile Payment อย่าง Android Pay (ผ่าน NFC) ตัวนาฬิกาสามารถใช้งานได้ทั่วไป 2 วันสำหรับการชาร์จไฟ 1 ครั้ง แต่ถ้าออกกำลังกายต่อเนื่องอยู่ที่ 7 ชั่วโมง

สำหรับราคานั้นในรุ่น Sport สายยางบอดี้โลหะ จะมีสองราคา สำหรับรุ่นที่รองรับ LTE ราคาอยู่ที่ 379 Euro (14,400 บาท) ส่วนรุ่นที่เป็น Bluetooth อยู่ที่ 329 Euro (12,500 บาท) ส่วนรุ่น Classic สายหนัง Body เซรามิค จะมีแต่เวอร์ชั่น Bluetooth ในราคา 399 Euro (15,000 บาท) ทั้งหมดคาดว่าจะลงสู่ตลาดในบ้านเราภายในเดือนมีนาคมนี้ ใครเป็นสาวก Huawei ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ส่วนใครที่ชอบถ่ายภาพเป็นชีวิตจิตใจ ลองดู Huawei Leica Camera สักครั้งแล้วจะติดใจ

LG มาพร้อมรุ่น Flagship G6 ที่สง่างามไม่แพ้กัน แต่จะขายเมืองไทยยังไง ต้องติดตาม

LG ชื่อนี้ต้องบอกว่าเชื่อขนมกินได้สำหรับรุ่นท็อปเรือธง ไม่เคยทำให้ผิดหวังจริงๆ มาปีนี้เดินทางมาถึง G6 ทาง LG ก็ยังไม่ย่อท้อแม้ตอนนี้ส่วนแบ่งการตลาดจะหดไปเยอะจนตกจาก Top 5 ของโลกไปนานแล้ว ส่วนในไทยก็จำศีลการทำการตลาดไปเป็นแรมปี แต่ยังทิ้งเชื้อไว้นิดนึงด้วยการให้ทาง TG Fone เป็นตัวแทนขายแต่เพียงผู้เดียว

การเปิดตัว G6 ไม่ทำให้ผิดหวังกับการใส่ใจในรายละเอียดของการออกแบบ ตัวเครื่องมาด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ 5.7” IPS (แต่เครื่องไม่ใหญ่ใช้ได้ด้วยมือเดียว) ความละเอียด QHD 2K ที่มีสัดส่วนจอ 18:9 ที่ให้ภาพสมจริงสำหรับการชมภาพยนตร์ที่มีสัดส่วนภาพในแนวกว้าง ที่ทาง LG เรียกว่า Full Vision พร้อมระบบ Dolby Vision ที่ให้ภาพสมจริงกว่าที่เคย

กระจกหน้าใช้ Gorilla Glass 5 ปกป้องหน้าจอ G6 ได้ดีกว่ารุ่นก่อนๆ นอกจากนี้ G6 ยังรองรับ IP68 ป้องกันน้ำและฝุ่น มาพร้อมกล้องหลังคู่ 13 Mega pixel ทั้งสองเลนส์ โดยเลนส์หนึ่งเป็นมุมกว้างสำหรับการถ่ายภาพวิว อีกเลนส์เป็นมุมแคบ (ซูม) เพื่อถ่ายภาพบุคคล ทำให้ภาพที่ได้มีมุมมองหลากหลาย เลนส์ด้านหน้ามีขนาด 5 Mega Pixel และก็เช่นกันสามารถถ่ายแบบมุมกว้างและมุมแคบสำหรับภาพบุคคล สำหรับตัว Hardware สเปคนั้นก็จัดใหญ่พอสมควร ด้วย CPU Qualcomm Snapdragon 821 มาพร้อม RAM 4 GB, ROM 64 GB และรองรับ Dual SIM แบบ Hybrid สามารถใส่ Memory Card ได้สูงสุด 256 GB

ส่วนปุ่ม Finger Print Scan อยู่ด้านหลังเหมือนเคยเป็นเอกลักษณ์ของ LG ที่หลายๆ คนก็เดินรอยตาม ส่วนแบตเตอรี่ที่ติดมากับเครื่องมีขนาด 3,300 mAh ซึ่งก็ถือว่าไม่น้อยและไม่มาก ใครที่เป็นสาวก LG ต้องบอกว่าไม่ควรพลาด สำหรับในประเทศไทยคาดว่าสนนราคาไม่น่าจะเกิน 25,000 บาท (จะดีมากเพราะถ้าแพงกว่านี้ก็ยากจะไปต่อ) และน่าจะมีจัดจำหน่ายในร้าน TG Fone อีกเช่นเคย อดใจรอสักนิดเครื่องเข้ามาขายในไทยแน่นอน

มือถือ Nokia กลับมาแล้ว!! HMD เปิดตัว Nokia 4 รุ่นหลักเพื่อกู้ชื่อกลับมา

หลังจากที่แบรนด์ Nokia กลายเป็นดราม่าของวงการมือถือโลกจากการโดน Microsoft ซื้อกิจการโทรศัพท์มือถือไปเมื่อหลายปีก่อน จน Microsoft มาคิดได้ว่าไม่ควรจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการขายเครื่องมือถือเลย ทำให้ Nokia Smartphone ที่หันไปพึ่งพา Windows OS อยู่หลายปีจมอยู่ท้ายตารางลีกการแข่งขันโทรศัพท์มือถือโลก ปีนี้เหมือนจะหลุดปีชงมาทำให้ Foxconn (ผู้ที่เป็นคนผลิต iPhone ให้ Apple มาโดยตลอด) จับมือกับ Nokia แห่งฟินแลนด์ ร่วมกันเปิดบริษัทใหม่ในชื่อ “HMD Oy” เพื่อนำเอา Nokia แบรนด์นี้กลับเข้าสู่สังเวียนโทรศัพท์มือถือโลกอีกครั้งหนึ่ง สร้างความตื่นเต้นให้คนทั่วโลกที่จะได้เห็นโทรศัพท์ยี่ห้อนี้กลับมาเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคอีกครั้ง ดั่งเช่น Brand Motorola ที่ Lenovo ได้ชุบชีวิตกลับมา หลังจากที่ต้นปีทาง Nokia ได้ปลุกกระแสด้วยการเปิดตัว Nokia 6 ก่อนใครที่ประเทศจีน พร้อมสร้างยอดขายอย่างถล่มทลายอย่างรวดเร็ว

ตอนนี้ก็ถึงเวลาการกลับมาสู่ตลาดโลกด้วยการเปิดตัวสินค้าใหม่ถอดด้ามในงาน MWC นี้ ซึ่งมีทั้งหมด 4 รุ่นหลัก ได้แก่ Nokia 6, Nokia 5, Nokia 3, Nokia 3310 เริ่มจาก Nokia 6 ที่มีสเปคเหมือนกับที่เปิดตัวในจีน ด้วยขนาดหน้าจอ 5.5” Full HD CPU Snapdragon 430 Octa-core, RAM 4 GB, ROM 64 GB มาพร้อมกับกล้องหลัง 16 Mega pixel F/2.0 กล้องหน้า 8 Mega pixel F/2.0 ดีไซน์สไตล์สแกนดิเนเวียหรูเรียบตามสไตล์ Nokia รองรับการสแกนลายนิ้วมือที่ปุ่มโฮมด้านหน้า แบตเตอรี่ Li-Ion 3,000 mAh สนนราคา 320 Euro (12,100 บาท) ส่วน Nokia 5 มาเน้นในกลุ่มระดับราคาต่ำหมื่นบาท ด้วยหน้าจอขนาด 5.2” HD CPU Snapdragon 430 Octa-core เช่นกัน มาพร้อม RAM 2 GB, ROM 16 GB กล้องหลัง 13 Mega pixel F/2.0 และกล้องหน้า 8 Mega Pixel F/2.0 ตัวเครื่องดีไซน์คล้ายๆ กับ Nokia 6 รองรับการสแกนลายนิ้วมือที่ปุ่มโฮมด้านหน้าเช่นกัน แบตเตอรี่ Li-Ion 3,000 mAh สนนราคาอยู่ที่ 190 Euro (7,220 บาท)

ส่วนน้องเล็กสุด Nokia 3 มาในกลุ่มตลาดแมส ด้วยหน้าจอขนาด 5.0” HD มาพร้อมขุมกำลัง CPU จาก Mediatek MT6737 Quad-core CPU, RAM 2 GB, ROM 16 GB มาพร้อมกล้องหน้าและหลังเท่ากันที่ 8 Mega pixel F/2.0 พร้อมระบบสแกนลายนิ้วมือที่ปุ่มโฮมด้านหน้าเช่นกัน แบตเตอรี่ Li-Ion 2,650 mAh สนนราคาอยู่ที่ 140 Euro (5,300 บาท) ทั้งสามรุ่นมาพร้อม Android 7.0 Nougat (ไม่มี Windows OS อีกแล้วนะ สบายใจได้) คาดว่าจะเปิดขายในยุโรปตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป ส่วนในไทยต้องคอยกันสักหน่อยนะครับ

ก่อนปิดการแถลงข่าวทางทีมผู้บริหารมีมุขทำเป็นลืมที่จะพูดถึงฟีเจอร์โฟนที่หลายคนรอคอย นั่นคือ Nokia 3310 ที่กลับมาในเวอร์ชันใหม่ มาพร้อมหน้าจอสี 2.4” (240 x 320 pixel) ด้วยระบบปฏิบัติการแบบฟีเจอร์โฟนของ Nokia แท้และดั่งเดิม (S30+) มาพร้อมกล้องหลัง 2 Mega pixel มีหน่วยความจำในเครื่อง 16 GB เพิ่มได้ด้วยการ์ด microSD อีก 32 GB สามารถเก็บเบอร์โทรได้ 2,000 รายชื่อ รองรับ Dual SIM ในระบบ 2G-GSM (ไม่มี 3G, 4G) แบตเตอรี่ 1,200 mAh ที่เปิดรอรับสายได้นานกว่า 30 วัน และที่สำคัญมีเกมงูอันเลื่องชื่อกลับมาแล้วในเวอร์ชั่น Advance ที่ปรับปรุงใหม่ สนนราคาอยู่ที่ 49 Euro (1,800 บาท แพงอยู่นะ) มี 4 สีให้เลือก แดง น้ำเงิน เหลือง เทา ใครสนใจก็ไปจับจองมาเอาไว้โทรเล่น เล่นเกมงูแข่งกับเพื่อน หรือเล่นอินเตอร์เนตสไตล์ฟีเจอร์โฟนก็ได้นะ (เบาๆ กันไป) สำหรับแฟนๆ Nokia แต่แอบหวังลึกๆว่าในเวอร์ชันเอเชียจะมีแอพฯ Line ใส่มาให้ด้วยน่าจะดี

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายสำนักอย่าง Moto, BlackBerry, Sony, Alcatel มาเปิดตัวสินค้าใหม่กันอีกเพียบแต่ตอนนี้หน้ากระดาษหมดโควต้าเสียแล้ว เอาไว้เก็บตกฉบับหน้ากันต่อนะครับ J

สำหรับแฟนๆ ท่านใดที่มีคำถาม สามารถติดตามมาได้ที่ twitter ของผม @peter2514 นะครับ ส่วน facebook ตามมาได้ที่ Techoffside ถ้าจะติดตาม Instagram ก็ Search หา ID “peter2514” ได้นะครับ แล้วเจอกันใหม่ฉบับหน้านะครับ ขอบคุณทุกการติดตามครับ

ร่วมแสดงความคิดเห็น

ความเห็น

To Top