Article

Huawei พัฒนาการของบริษัทสื่อสารจีน | ปีเตอร์กวง

Huawei เป็นบริษัทที่กำเนิดในประเทศจีนโดย Ren Zhengfei (เรน เซ็งเฟย) อดีตนายทหารเก่าเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทขึ้นมาในปี 1987 ในครั้งแรกบริษัทก่อตั้งขึ้นเป็นลักษณะที่ปรึกษา

สวัสดีครับ พบกับผมเช่นเคย ปีเตอร์กวง ควงมือถือ พิธีกรรายการ “ล้ำหน้าโชว์” ซึ่งรายการนี้ผลิตและสร้างสรรค์โดย บริษัท ล้ำหน้าโชว์ จำกัด ที่เราทั้งสาม (พี่หลาม ปีเตอร์กวง อาจารย์ศุภเดช) ได้ก่อตั้งขึ้นมาใหม่ด้วยกันเพื่อให้ผู้ชมได้บริโภคสาระดีๆ ที่ให้ความรู้ด้านไอทีและเทเลคอม บวกกับความบันเทิงตามสไตล์แบบของพวกเราไปด้วย โดยออกอากาศทางช่อง Nation Channel (เนชั่นแชนแนล) รับชมได้ที่ช่อง 22 ทั้งทางทีวีดิจิตอลและทีวีดาวเทียม ทุกวันอาทิตย์ ออกอากาศสดเวลา 15:00-16:00 อยากให้ติดตามกันเยอะๆ นะครับ แล้วบ่ายวันอาทิตย์ของคุณ จะมีความหมายมากกว่าเดิม…

สำหรับตัวผมเองก็ยังประจำการใน What’s Phone Magazine ทุกเดือนเหมือนเช่นเคยครับ เพื่อไขข้อข้องใจและเก็บตกข่าวคราวความเคลื่อนไหวในวงการเทเลคอม ทั้งในบ้านเราและต่างประเทศ สำหรับฉบับนี้จะมาพูดเรื่องของ ความมาแรงของสมาร์ทโฟนหัวเว่ยที่ตอนนี้หัวไปทางไหนก็มีแต่เสียงตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะ P9

Huawei พัฒนาการของบริษัทสื่อสารจีน เป็นมาได้อย่างไรจนมาถึงวันนี้

huawei_leica_titel

Huawei เป็นบริษัทที่กำเนิดในประเทศจีนโดย Ren Zhengfei (เรน เซ็งเฟย) อดีตนายทหารเก่าเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทขึ้นมาในปี 1987 ในครั้งแรกบริษัทก่อตั้งขึ้นเป็นลักษณะที่ปรึกษาให้คำแนะนำในเรื่องของการปฏิบัติการงานบริการ การวางแผนต่างๆ สำหรับลูกค้าองค์กรทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศ ด้วยเงินในตอนนั้นเพียง 4,400 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นเงินของเขาเอง ความมุ่งมั่นของ Ren คือการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมโดยคนจีนให้สำเร็จจงได้ จากที่เห็นประเทศในยุโรป อเมริกาและญี่ปุ่น นั้นได้พัฒนาระบบเทคโนโลยีสื่อสารฯ ไปอย่างก้าวไกล

Ren จึงได้เริ่มคิดพัฒนา สร้างทีม R&D (Research & Development) ของตัวเองขึ้นเพื่อให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งต่างชาติให้ได้ โดยจุดแข่งขันอยู่ในการรู้จักคู่แข่งและต้องพัฒนาสินค้าให้ดีกว่าคู่แข่งแต่มีราคาถูกกว่าคู่แข่งให้ได้ 25% เป็นอย่างน้อย จนหัวเว่ยกลายมาเป็น Big Player ข้ามหัวบริษัทมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีด้านสื่อสารของโลกอย่าง Ericsson, Nokia, Motorola, Alcatel, Nortel, Siemens จนกลายมาเป็นอันดับ 1 ของโลกในด้านอุปกรณ์เครือข่ายสื่อสาร อย่างพวกอุปกรณ์ชุมสายและสถานีฐานสำหรับระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5G / 4G / 3G (Cellular network) ระบบโทรศัพท์บ้าน (Fixed Network) ระบบสื่อสารอินเตอร์เน็ต (Broadband Internet) หรือล่าสุดก็เป็นระบบสื่อสารใยแก้วนำแสง (Fiber Optic Network) แม้แต่การพัฒนาระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน อุปกรณ์ต่อเชื่อมดาต้าอย่าง Air-Card, 3G Wifi Pocket, 4G Wifi Pocket, Wireless Broadband Router และอื่นๆ Ren ก็ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

32

ในช่วงแรกที่ทางหัวเว่ยพัฒนาโทรศัพท์มือถือฟีเจอร์โฟนตั้งแต่ยุค GSM ออกไปขายในตลาดเองก็เผชิญกับการแข่งขันกับผลิตภัณฑ์ที่มาจากทางยุโรปอย่าง Nokia, Ericsson ที่เป็นเจ้าตลาดอยู่แล้ว ถือว่าเป็นเรื่องยากมากๆ แต่ด้วยกลยุทธ์ในการนำเอาดีลของการขายอุปกรณ์เน็ตเวิร์คมือถือ ไปผนวกเข้ากับการขายพ่วงโทรศัพท์มือถือเข้าไปให้กับผู้ให้บริการรายใหญ่ๆ อย่าง Vodafone, T-Mobile ทำให้ผลิตภัณฑ์โทรศัพท์มือถือของหัวเว่ยเริ่มได้รับการยอมรับ ถึงแม้ว่าขณะนั้นจะทำอยู่ในรูปแบบของการรับจ้างผลิตแล้วติดยี่ห้อของลูกค้าก็ตาม (การรับจ้างผลิตแบบ OEM คือผลิตแล้วติดยี่ห้อคนอื่น เช่น ทำเป็นโทรศัพท์ยี่ห้อ Vodafone, Orange เป็นต้น) ขณะที่ในตลาดบ้านเกิดอย่างประเทศจีนก็ใช้กลยุทธ์ “ป่าล้อมเมือง” คือการนำเอาสินค้าของตัวเองไปเริ่มขายจากตลาดนอกเมือง ชานเมืองก่อน จนแน่ใจแล้วว่าตลาดยอมรับ ก็ค่อยๆ นำสินค้าเหล่านั้นเขามาขายในเมืองต่อไป ด้วยการใช้ทีมงานขายนับพันคนเพื่อทำให้แน่ใจว่าคนจีนเองจะหันมาอุดหนุนสินค้าของชาติตัวเอง แทนที่จะซื้อสินค้าต่างชาติที่เป็นผู้นำตลาดอยู่ นั่นเป็นกลยุทธที่ Ren ใช้มาตลอดจนบริษัทกลายมาเป็นยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมของโลกในวันนี้

huawei-e5372-lifestyle

จุดเปลี่ยนที่ทำให้หัวเว่ยพลิกทำให้มาถึงวันนี้

OEM Wallpaper Animal

จากการที่หัวเว่ยนั้นทำการค้าขายแบบองค์กรมาตลอด (คือการขายอุปกรณ์เนตเวิร์คและเครือข่ายให้กับบริษัทต่างๆ หรือแบบที่เรียกว่า B2B Business-to-Business) ซึ่งเป็นการดีลแบบองค์กร เมื่อหันมาทำการค้าขายโทรศัพท์มือถือสู่ผู้บริโภค (C2C Consumer to Consumer) นั้นก็ไม่ค่อยจะเชี่ยวชาญมากนัก ประกอบกับส่วนใหญ่ของธุรกิจอุปกรณ์สื่อสาร และมือถือนั้นทำเป็นลักษณะ OEM คือทำมาติดยี่ห้ออื่น ทำให้ในแง่ของ Brand Awareness ของสินค้าหัวเว่ยก็ไม่เป็นที่รู้จักกับตลาดทั่วไปของ Consumer เลย ทำให้ ตัดสินใจในปี 2011 โดยการเปลี่ยนแปลงนโยบายการทำตลาดโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนใหม่ว่าจากนี้ไปจะเน้นการสร้างแบรนด์ของตัวเอง สินค้าที่ออกไปจะเป็นยี่ห้อ Huawei ทั้งหมด มีโลโก้ Huawei และหันมาทำโฆษณาเพื่อสร้างแบรนด์ตัวเองให้แข็งแกร่งกว่าเดิม ถ้าใครมาสั่งทำ ก็จะทำเป็นลักษณะ Co-Brand คือมีโลโก้ยี่ห้อของหัวเว่ยคู่กับพาร์ทเนอร์ที่ทำการค้าร่วม เช่น Co-Brand หัวเว่ย กับ dtac เป็นต้น

44

hw_326461

นั่นทำให้หันมามุ่งเน้นการตลาด การขายมากยิ่งขึ้น มีการว่าจ้างอดีตผู้บริหารระดับสูงของบริษัทมือถือชั้นนำอย่าง Nokia ที่ชื่อ Colin Giles มาช่วยวางกลยุทธ์การตลาด โดยดำรงตำแหน่ง Executive Vice President ของ Huawei Consumer Business Group ทำการวิจัย วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค การวางกลยุทธการออกแบบสินค้า และกลยุทธ์การขาย กลยุทธ์การทำ Retail Business ของกลุ่มอุปกรณ์สื่อสารของบริษัทอย่างเข้มข้น ทำให้ตั้งแต่นั้นมาวิธีคิด วิธีการพัฒนาสินค้าตัวเองก็เปลี่ยนไป มีแนวทางที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างการวางซีรีย์ต่างๆ ในระดับล่างออกมาเป็นตระกูล Y-Series โดยมุ่งที่ความคุ้มค่าของสินค้าต่อราคาขาย จับกลุ่มลูกค้าในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ได้แก่รุ่น Y3 II, Y5 II, Y6 II เป็นต้น ตระกูล G-Series เป็นระดับกลางเพื่อจับตลาดกลุ่มลูกค้าที่เปลี่ยนเครื่องใหม่ (Replacement Market) แต่ราคาไม่สูง มาพร้อมฟีเจอร์ที่ครบครัน ได้แก่รุ่น GR3, GR5, G6, G7, G8, G9 เป็นต้น ตระกูล P-Series เป็นสินค้าในกลุ่ม Hi-End เน้นฟังก์ชัน สเปคสูง การใช้งานที่ผสมผสานกับนวัตกรรมใหม่ๆ ได้แก่รุ่น P1, P2, P6, P7, P8, P9, P9 Plus เป็นต้น ตระกูล Mate-Series เป็นสินค้าในกลุ่ม Hi-End เช่นกัน โดยเน้นที่ขนาดหน้าจอสไตล์ Phablet ที่มีขนาดประมาณ 6” เพื่อให้การใช้งานตอบโจทย์ กับการใช้งานที่หลากหลาย สเปคสูง รวมถึง Entertainment ได้แก่รุ่น Mate, Mate 2, Mate 7, Mate 8, Mate 9, Mate 9 Pro

huawei-honor-v8

screenshot_170

ขณะที่ในต่างประเทศมีการใช้ Brand “Honor” เพื่อแยกตลาดสำหรับตลาดออนไลน์ออกจากตลาดปกติ เพราะตลาดออนไลน์นั้นแข่งขันกันในด้านราคาเป็นอย่างมากทำให้ต้องแตกสินค้าแบรนด์ “Honor” ออกมาโดยเฉพาะแล้วขายในบางประเทศเท่านั้น ซึ่งเป็นลักษณะที่มีสเปคสูงแต่ราคาประหยัด ในจีนและอินเดียเราจะได้พบเห็น Honor อยู่ในการขายทางเว็บไซต์เป็นตลาดหลัก จนวันนี้ทำให้ Portfolio สินค้าและแบรนด์ได้รับการยอมรับมากขึ้นในตลาดทั่วโลก ทำให้มียอดขาย Android Smartphone เป็นอันดับสองรองจาก Samsung ขณะที่เป็นอันดับสามของ Smartphone ทั่วโลกรองจาก Samsung, Apple

 

8082_1606081041078s

Kirin Chip ไปจนถึงกล้อง Leica พัฒนาการก้าวสำคัญ ทำให้มีที่ยืนในตลาด Hi-End

สิ่งที่หัวเว่ยให้ความสำคัญอย่างมากคือการทำ Brand Positioning หรือตำแหน่งของแบรนด์อยู่ในระดับสูงให้ได้ แต่นอกจากการทำการตลาดอย่างเดียวคงไม่พอต่อการที่จะไปมีอิทธิพลต่อผู้ซื้อในกลุ่มระดับสูงได้ ถ้าไม่มีนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่เทียบเท่ากับคู่แข่ง HiSilicon Semiconductor Co., Ltd. เป็นบริษัทลูกของหัวเว่ยที่เป็นเจ้าของ 100% ก่อตั้งเมื่อปี 2004 คือหนึ่งในการลงทุนในระยะยาวที่ทำให้มาถึงจุดนี้ แทนที่จะต้องซื้อ SoC CPU Chipset จากทาง Qualcomm หรือ MediaTek เพียงฝ่ายเดียว แต่หันมาพัฒนา CPU ที่จำเป็นสำหรับเทคโนโลยีระดับสูง เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ และเกิดความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ของสินค้าในระดับ Hi-End เพราะถ้าผู้บริโภคตอบรับกับสินค้าระดับ Hi-End ของหัวเว่ยได้แล้ว สินค้าระดับกลางถึงล่างก็ไม่ใช่เรื่องยากที่ผู้บริโภคจะยอมรับ (Samsung ก็ใช้กลยุทธ์นี้มาก่อนเช่นกัน) เพราะแม้แต่ Samsung กับ Apple ก็ทำการพัฒนา CPU Chipset ของตัวเอง เพื่อสินค้าตัวเองเช่นกัน โดยหันมาใช้ Chipset ของตัวเอง ตั้งแต่ CPU รุ่น K3V2 ในปี 2012 โดยใช้กับ Honor2, P6s, Mate, Media Pad เป็นต้น

หลังจากนั้นมาก็มีชื่อเป็นตระกูล Kirin chipset – ได้แก่ Kirin 620 ใช้ใน P8 Lite, Kirin 650 ใช้ใน P9 Lite ในระดับบนก็มี Kirin 910 ใช้กับ P6 กับ P7, Kirin 920 ใช้กับ Mate 7, Kirin 930 ใช้กับ P8 , Kirin 950 ที่ใช้กับ Mate 8, P9, P9 Plus และล่าสุด Kirin 960 ที่ใช้กับ Mate 9 ที่จะเปิดตัวในเดือนนี้นั่นเอง โดยหัวเว่ยเชื่อมั่นในชิป Kirin 960 เป็นอย่างมาก ถึงขนาดกล้าประกาศว่านี่คือชิปเซตระดับ Hi-End ที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุดในตลาด ที่ทาง Huawei HiSilicon เคยพัฒนามา ซึ่งผู้ใช้เองก็ยอมรับกับ CPU HiSilicon Chipset จาก Huawei มากขึ้นจากการขาย P9 Series และนั่นก็เป็นการเปิดกว้างต่อการแข่งขันในตลาด Hi-End

38

8082_1606081041078s

สำหรับหัวเว่ยเพราะถ้าเปรียบเทียบกับ ยี่ห้ออื่นๆ ก็มักจะใช้ CPU Chipset จาก Qualcomm เป็นพื้นฐานทั้งนั้นสำหรับสินค้าในระดับบน

อีกสิ่งที่สำคัญมากสำหรับวงการสมาร์ทโฟนโลก นั่นก็คือเรื่องกล้องถ่ายภาพ ต้องยอมรับว่าหัวเว่ยตีโจทย์ตรงนี้แตกด้วยการจับมือร่วมกับผู้นำตลาดโลกของกล้องชั้นยอดอย่าง “Leica” มาเป็นพันธมิตรในด้านเทคโนโลยีเรื่องกล้องทำให้ส่วนผสมของการวางจุดขายของ สินค้า Hi-End อย่าง P9 และ P9 Plus นั้นลงตัวและได้รับการยอมรับจากกลุ่มตลาดบนที่ไม่เคยแลมองสินค้าของ Huawei มาก่อน ต้องยอมรับจริงๆ ว่า การยอมรับสินค้าแบรนด์จีนนั้น เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากในตลาดไทยและเทศ แต่หัวเว่ยก็ฝ่าด่านนี้มาได้แล้วในระดับหนึ่ง ซึ่งยอมรับว่า Leica มีส่วนอย่างมากในการตัดสินใจของผู้บริโภค เพราะต้องการสมาร์ทโฟนที่มีกล้องคุณภาพสูงเพื่อใช้ในการถ่ายภาพเวลาพกพาไปในที่ต่างๆ ด้วยคุณภาพที่ได้รับการกล่าวถึงมากมาย ทำให้ยอดขายของ P9, P9 Plus ในตลาดทั่วโลกแรงมากกว่า P-Series ที่ผ่านมาทุกรุ่น

ปัจจัยการเลือกซื้อสินค้าระดับ Hi-End มันก็มีอยู่ไม่กี่ข้อครับ ดีไซน์, หน้าจอสวย, สเปคแรง, กล้องเยี่ยม, แบตเตอรี่ทนอึด ก็มีประมาณนี้ ถ้าตอบโจทย์ได้ ก็ไม่ยากที่จะถูกเลือกจากตลาดผู้บริโภค ซึ่งจากตรงจุดนี้ตอบโจทย์ได้แล้วในตลาด Hi-End และกลายมาเป็นคู่ท้าชิงที่ทางอิทธิพล มากรายหนึ่งต่อ Apple iPhone และ Samsung Galaxy S-Series, Note-Series

Mate 9 อีกหนึ่งเดิมพันที่ต้องชนะเท่านั้น เพื่อจะไปต่อสู่อันดับ 2 ของโลก

4koqgbi

อีกหนึ่งหมัดเด็ดตระกูล Hi-End นั้น ก็มี Mate Series นี่แหละที่เป็นตัวต่อกรกับคู่แข่งมือฉกาจอย่าง Apple iPhone, Samsung Galaxy S-Series เฉกเช่นคู่แข่งอย่าง Samsung ที่มี Hi-End Flagship อยู่สองตัวใหญ่ๆ หัวเว่ยก็เช่นกันที่มีการเปิดตัว P-Series ในทุกๆ กลางปี ขณะที่ ปลายปีหรือต้นปีก็มีการเปิดตัว Flagship เรือธงตระกูล Mate-Series อีกหนึ่งรุ่น Mate-Series ใช้จุดเด่นในเรื่องหน้าจอที่ใหญ่ โดยที่ผ่านมาจะอยู่ที่ 6” เป็นหลัก เนื่องด้วยระดับ Hi-End แล้วจอใหญ่ ก็เป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการความคุ้มและเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพเป็นสำคัญ

มาปี 2016 การเปิดตัว Mate 9 ในเวลาที่ Samsung เพลี่ยงพล้ำบนเกม Hi-End และต้องเสีย Note 7 ขุนพลสำคัญไป ย่อมเป็นโอกาสที่ดีมากที่จะช่วงชิง Market share หรือส่วนแบ่งตลาดมาจาก Samsung ได้ประมาณหนึ่ง (เพราะกว่า Samsung จะออก Note 8 ได้ก็ต้องไตรมาสสามปีหน้า) จึงเป็นจุดสำคัญมากๆ ที่จะต้องทำให้ Mate 9 Series ที่เปิดตัวทีเดียว 3 รุ่นย่อย – Mate 9, Mate 9 Pro, Mate 9 Porsche Design ออกมาเพื่อแล้วเกิดกระแสที่แรงมากกว่าที่เกิดกับ P9-Series แล้วดึงตลาด Hi-End ของ Android และสมาร์ทโฟนโลกกลายมาเป็นจังหวะของตัวเองให้มากที่สุด

เพราะแม้แต่ตอนนี้กระแสของ iPhone 7 ก็ดูแผ่วๆ ไปมากทั้งๆ ที่เพิ่งเปิดตัวไปแค่สองเดือนเท่านั้น นั่นจึงเป็นโอกาสดีที่ Huawei Mate 9 จะสร้างความสำเร็จเพิ่มเติมให้กับ Huawei ได้อีกคำรบหลังจากทำได้เป็นอย่างดีจากการเปิดตัว P9 กับ Leica เทคโนโลยี ยิ่ง Mate 9 รุ่นนี้มีสเปคที่ดีกว่า P9 ทุกๆ อย่างเสียด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็น CPU Kirin 960 ที่แรงกว่าใคร RAM ที่จัดไปถึง 6 GB (ในสเปคสูงสุด) กล้อง Leica version 2 ที่จะดีกว่าเดิมด้วยฟังก์ชัน Hybrid Zoom และการรับแสงก็ได้ดีกว่าเดิมเวลาถ่ายในที่มืด รวมถึงการจัดการพลังงานและแบตเตอรี่ ที่ดีกว่าเดิมมากชาร์จได้เร็ว ด้วยชาร์จเจอร์ระดับ 5 Amps และยังใช้ได้นานเป็นสองวัน ดีไซน์ก็ลงตัว งานนี้ผมว่านะครับ Samsung, Apple มีสั่นสะเทือนเป็นแน่แท้ ความมั่นใจของ Huawei กับสมาร์ทโฟนตัวเองตอนนี้นี่ถือว่าอยู่ในช่วงที่สูงมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกาศก้องจากผู้บริหารสูงสุดของ Huawei ว่าจะขอล้ม Apple และขึ้นเป็นอันดับ 2 ให้ได้ใน 2 ปี และแน่นอนว่าถ้ากลายเป็นที่ 2 ได้ ก็ต้องมองต่อไปอีก 2-3 ปี เพื่อกลายเป็นที่ 1 ของโลก อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ครับ อดีตอันดับ 1 ของโลกอย่าง Nokia, Motorola ก็ยังขายบริษัททิ้งไปให้คนอื่นได้ แล้วนับประสาอะไรกับ Huawei จะกลายเป็นยักษ์ใหญ่แห่งเทคโนโลยีการสื่อสารอันดับ 1 อย่างสมบูรณ์ทั้งด้านอุปกรณ์เครือข่ายและสมาร์ทโฟน ไม่ได้เชียวหรือ

 

สำหรับแฟนๆท่านใดที่มีคำถาม สามารถติดตามมาได้ที่ twitter ของผม @peter2514 นะครับ ส่วน facebook ตามมาได้ที่ Techoffside ถ้าจะติดตาม Instagram ก็ Search หา ID “peter2514” ได้นะครับ แล้วเจอกันใหม่ฉบับหน้านะครับ ขอบคุณทุกการติดตามครับ J

ร่วมแสดงความคิดเห็น

ความเห็น

To Top